เรื่องเล่าชุมชน |

บ้านดอยล้าน, จ. เชียงราย 9 มิ.ย. 64

ประวัติบ้านดอยล้าน

บ้านดอยล้าน ก่อนปี พ.ศ. 2464 อาศัยโดยชนชาติพันธุ์ม้ง (Jeff Rutherford และคณะ, 2005) ชาวบ้านหลายท่านยังได้ให้ความเห็นว่าชาติพันธุ์ลัวะน่าจะเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นชาติพันธุ์ม้งคือหลุมฝังศพในหมู่บ้านและบริเวณพื้นที่ทำกินซึ่งก่อหลุมฝังศพด้วยหิน ปัจจุบัน หลุมฝังศพหลายจุดถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้านลีซู อีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าเป็นหลุมฝังศพของชาวม้งคือ ลูกหลานของชาวม้งที่ติดตามประวัติศาสตร์บรรพบุรุษของตนเองจนในที่สุดก็ได้พบในหมู่บ้านนี้ และหลังจากที่ทราบว่าเป็นบรรพบุรุษของตนเองจึงได้เดินทางที่มาหมู่บ้านและประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษเมื่อปี พ.ศ. 2541 (นายสมคิด แซ่จู, 2562)

ราวปี พ.ศ. 2493 ชาวลีซูประมาณ 10-11 ครอบครัว จากตระกูลแซ่ย่าง ตามี่ และแซ่มี่ ได้อพยพออกจากหมู่บ้านดอยช้าง ห้วยส้านและบ้านใหม่พัฒนามาตั้งรกรากใหม่ที่บ้านดอยล้าน โดยในช่วงแรกของการตั้งรกรากได้สร้างความหวาดกลัวให้กับ 10 ครอบครัวดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เสียงกล่อมลูกในยามค่ำคืน ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นวิญญาณของหญิงม้งที่เสียชีวิตจากการคลอดลูก เสียงคนเล่นกิ่งไม้ ก่อกวนผู้คนที่เดินผ่านใกล้หลุมฝังศพ โดยชาวลีซูมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นวิญญาณของเด็กชายม้งที่ซุกซนและต้องการเพื่อนเล่น หรือพบเห็นสิ่งประหลาด เช่น เพลิงที่โผล่ขึ้นมาสักพักแล้วหายไป และเป็นเพลิงที่แสงไม่กระจายเหมือนกับเพลิงของมนุษย์ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นวิญญาณของชายม้งที่ต้องการออกไปทำงานไร่ คนลีซูจึงมีคำพูดเกี่ยวกับการทำงานในแต่ละช่วงเวลาว่า “ชูหมุ่มุลุ หนี่หมุ่หมือเขือ” ซึ่งแปลว่า งานคนกลางวัน งานผีกลางคืน หากออกไปทำงานไร่ในยามค่ำคืนก็ราวกับทำงานเป็นเพื่อนผี ในบางกรณี อาจถึงขั้นเสียชีวิตหลังจากที่กลับมาบ้าน ทั้งนี้ คบเพลิงของผีชายม้งทำให้หมอผีลีซูเห็นตัวตนของพวกเขา และหมอผีกังวลว่าผีเหล่านี้จะก่อกวนความสงบสุขของชุมชน จึงได้ทำการขู่ผีและไล่ผีทั้งหมดด้วยวิธีการยิงปืนขึ้นฟ้าและยิงวิญญาณเหล่านี้ออกจากหมู่บ้านไปจนหมด

ส่วนสาเหตุของการอพยพออกจาก 3 หมู่บ้านที่กล่าวมาข้างต้น ชาวบ้านให้ความเห็นว่าหมู่บ้านเดิมห่างไกลจากตัวเมือง บางท่านก็กล่าวว่าอยู่พื้นที่เดิมนานแล้ว ต้องการย้ายพื้นที่เพาะปลูก (ฝิ่น) ใหม่ หรือบางท่านมีความกังวลกับสถานการณ์ในหมู่บ้านเนื่องจากมีผู้นำหลายคนถูกลอบยิงหรือฆ่าตัวตายจากการกินฝิ่นดิบ บางท่านรู้สึกเหงาจึงอยากอพยพ สาเหตุอื่นๆ นอกจากนี้ เช่น บ้านเรือนโดนไฟไหม้ ที่ดินมีราคาถูก และทุกคนมีความเชื่อว่าการย้ายถิ่นฐานเป็นเรื่องปกติและสามารถย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ฯลฯ

สำหรับการเดินทางจากหมู่บ้านเดิมมาถึงดอยล้านนั้น ใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ระหว่างเดินทางจะสร้างกระท่อมเล็กๆ เพื่อเป็นที่หยุดพักและเป็นที่พักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้เดินทางสำหรับวันรุ่งขึ้น บางครอบครัวเดินทางพร้อมลูกเล็กเด็กแดง 2-3 คน บางคนเดินตามสามีพร้อมกับตั้งคำถามในใจว่าเมื่อไหร่จะถึง บางคนถึงกับร้องไห้ระหว่างทางเพราะความทุกข์และความเหนื่อยยาก

ทำไมต้องดอยล้าน! ผู้อพยพเข้ามากลุ่มแรกกล่าวว่า ก่อนที่จะอพยพเข้ามาในหมู่บ้าน ได้มีกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้คนที่ชอบล่าสัตว์ตามเขาต่างๆ เล่าให้พวกเขาฟังเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้  ทั้งต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ สัตว์ป่าหลากชนิด เช่น เสือ หมูป่า และไก่ป่า อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับเมืองด้วย ด้วยแรงจูงใจเหล่านี้ พวกเขาจึงเริ่มปรึกษาหารือกับแต่ละครอบครัวและแต่ละตระกูลก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางออกจากหมู่บ้านเดิมไปพร้อมกันในเวลาต่อมา

ในส่วนของชื่อหมู่บ้าน ภาษาลีซูเรียกว่า “มูหล่า” แปลในภาษาลีซู “มู” แปลว่า เห็น และ “หล่า” มาจากคำว่า “หล่ามา” ซึ่งหมายถึง เสือ คุณ Otome Klein Hutheesing นักมานุษยวิทยาชาวดัตซ์ ผู้ซึ่งศึกษาหมู่บ้านดอยล้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เรียกหมู่บ้านนี้ว่า หมู่บ้าน “เห็นเสือ” ขณะที่ชื่อหมู่บ้านภาษาไทยคือ ดอยล้าน ความหมายของดอยล้าน จากการได้พูดคุยกับชาวบ้านและครูใหญ่ได้ความว่า เป็นเพราะหมู่บ้านนี้มีภูเขาหัวโล้นอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เป็นภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย เห็นโล้นๆ อยู่บนภูเขาเช่นนั้น จึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า ดอยล้าน

 วิถีชีวิตของผู้ที่อพยพเข้ามากลุ่มแรกคือ การปลูกฝิ่น ผู้อาวุโสที่ให้ข้อมูลกล่าวว่า พวกเขาปลูกฝิ่นอย่างเดียว มีการปลูกข้าว ปลูกถั่วปากอ้า และผักแต่ละชนิดเพื่อการยังชีพ และปลูกข้าวโพดเพื่อเลี้ยงไก่และหมู รวมถึงการต้มเหล้าข้าวโพด ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

 ในปี พ.ศ. 2494-2498 ได้มีชาวจีนฮ่ออพยพเข้ามาในหมู่บ้าน และการอพยพเข้ามาของชาวจีนฮ่อ ทำให้เกิดการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ในเวลาต่อมา มีผู้หญิงลีซูหลายคนที่ได้พบรักกับชาวจีนฮ่อด้วย ชาวจีนฮ่อเหล่านี้ยังมีความสามารถในการค้าขาย รวมถึงการค้าฝิ่น พวกเขารับซื้อฝิ่นจากชาวลีซูและจำหน่ายให้กับชาวไทยจากจังหวัดต่างๆ โดยการจำหน่ายกับชาวไทยนั้นสามารถทำได้ทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน กล่าวคือ ชาวไทยเข้าไปรับซื้อฝิ่นในหมู่บ้านได้โดยตรง หรือชาวจีนฮ่อออกจากหมู่บ้านไปจำหน่ายให้กับชาวไทยตามพื้นที่ต่างๆ ผู้วิจัยถามชาวบ้านท่านหนึ่งว่า ในเมื่อชาวไทยเข้ามารับซื้อในหมู่บ้านอยู่แล้ว เพราะเหตุใดถึงไม่ขายให้พวกเขาโดยตรง ชาวบ้านท่านนี้กล่าวว่า “เป็นเพราะลีซูไม่กล้าคุยกับชาวไทย ทั้งยังไม่สามารถพูดภาษาไทยได้คล่อง จึงทำให้พวกเขาหันไปค้าขายกับชาติพันธุ์อาข่า ซึ่งชาติพันธุ์ลีซูหลายคนสามารถสื่อสารเป็นภาษาอาข่าได้” ด้วยความชำนาญในการค้าขาย ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวจีนฮ่อดีกว่าชาวลีซู มีชาวจีนฮ่อบางคนที่นำเงินจากการซื้อขายฝิ่นไปลงทุนซื้อม้าและค้าขายม้า การเข้ามาของโทรทัศน์เครื่องแรกในหมู่บ้านก็ริเริ่มจากบ้านชาวจีนฮ่อ ซึ่งชาวบ้านมีค่าจ่ายในการเข้าชมครั้งละ 5 บาท นอกจากการค้าขายฝิ่นแล้ว ชาวจีนฮ่อยังได้เปิดร้านขายของชำเป็นร้านแรกในหมู่บ้านด้วยเช่นกัน ปัจจุบัน ร้านขายของชำในหมู่บ้าน มีทั้งหมด 5 ร้าน โดยแต่ละร้านมีเชื้อสายจีนฮ่อทั้งสิ้น (ยกเว้นร้านขายของชำชาวอาข่า)

 ในปี พ.ศ. 2499 ทางการประกาศให้ยกเลิกปลูกฝิ่น แต่นโยบายดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกับชาวบ้านดอยล้านโดยทันที ชาวบ้านยังคงปลูกจนถึงปี พ.ศ. 2527 ในช่วงปี พ.ศ. 2502 -2503 มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น เช่น การเกิดขึ้นของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้าน การอพยพเข้ามาของลีซูจากหมู่บ้านผาแดงหลวง การเข้าอพยพเข้ามาของกลุ่มอู่โล้อาข่า เป็นต้น การเข้ามาของโรงเรียนทำให้ชาวบ้านหลายคนได้รับการศึกษา มีหลายคนที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่ 4 และมีหลายคนที่ศึกษาสูงกว่านั้นและสามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี มีชาวบ้านได้แลกเปลี่ยนกับผู้วิจัยว่า “โรงเรียนเป็นสถานที่ใหม่ ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปเรียนเพราะพวกเขาอยากช่วยพ่อแม่ทำงานในไร่มากกว่า” ยังมีชาวบ้านอีกท่านหนึ่งแลกเปลี่ยนถึงสาเหตุที่ไม่ไปโรงเรียนว่า “เป็นเพราะต้องการช่วยพ่อแม่เลี้ยงดูน้องสาว” ในขณะที่คนอื่นๆ แลกเปลี่ยนว่า “ อยากจะไปเรียน แต่พ่อแม่บังคับให้เลี้ยงน้องและให้ไปไร่ด้วย” ฯลฯ บทบาทเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนนอกจากการเป็นครูสอนหนังสือ ยังทำหน้าที่ปราบปรามฝิ่นในหมู่บ้านอีกด้วย การเข้ามาของอู่โล้อาข่าทำให้เกิดการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ตามมาอีกเช่นกัน แต่เป็นการแต่งงานกับชาติพันธุ์ชาวจีนฮ่อมากกว่าชาติพันธุ์ลีซู

 ราวปี พ.ศ. 2524 ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 50 หลังคาเรือน ระหว่างนั้นนักมานุษยวิทยาชาวดัตซ์ คุณโอโตเม่ ไกล์น ฮัทธิซิงค์ (Otome Klein Hutheesing)เข้าไปศึกษาในหมู่บ้าน โดยคุณโอโตเม่ ต้องการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางด้านเพศสภาวะของชาติพันธุ์ลีซูหลังจากที่ฝิ่นถูกประกาศให้เป็นพืชเสพติด คุณโอโตเม่ ใช้เวลากับการศึกษาหมู่บ้านเป็นเวลา 6 ปีก่อนที่งานวิจัยของเขาจะถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2533 การศึกษาหมู่บ้านในระยะแรก คุณโอโตเม่ ได้รับความช่วยเหลือจากชาวลีซูที่มีความสารถในการสื่อสารภาษาไทย และหลังจากที่ได้อยู่กับชุมชนเป็นเวลานานพอสมควร คุณโอโตเม่ จึงได้เก็บข้อมูลด้วยการสนทนาเป็นภาษาลีซูมากขึ้น การเก็บข้อมูลและการสัมภาษณ์ต่างๆ คุณโอโตเม่ ใช้วิธีการบันทึกสนามและการบันทึกเทป โดยเฉพาะบทเพลงต่างๆ ซึ่งไม่สามารถบันทึกเป็นภาษาเขียนได้  นอกจากการเป็นนักมานุษยาวิทยาแล้ว คุณโอโตเม่ ยังเป็นบุคคลแรกที่นำเวชภัณฑ์และเสื้อผ้ามือสองเข้าไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านดอยล้านอีกด้วย โดยการแจกจ่ายเวชภัณฑ์และเสื้อผ้ามือสองนี้ คุณแนนซี่ (Nancy Wigston) ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระชาวแคนาดา เพื่อนสนิทของคุณโอโตเม่ ได้ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมาด้วย อย่างไรก็ตาม การแจกจ่ายเวชภัณฑ์ได้หยุดลงเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากคุณโอโตเม่ อายุมากขึ้นและไม่สามารถกลับขึ้นดอยได้บ่อยครั้งเช่นแต่ก่อน อีกทั้ง การคมนาคมและเศรษฐกิจ รวมถึงการพยาบาลในปัจจุบันมีความสะดวกมากขึ้น ชาวบ้านมีช่องทางในการรักษาโรคภัยต่างๆ มากขึ้น ความจำเป็นในการแจกจ่ายเวชภัณฑ์ในหมู่บ้านจึงน้อยลง อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คุณโอโตเม่ ศึกษาและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็ได้ประสบกับความท้าทายหลายอย่างเช่น การเข้ามาทำลายไร่ฝิ่นของทหารในปี พ.ศ. 2527 มีชาวบ้านหลายคนที่ต้องหลบหนีเข้าไปในไร่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม และการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร หรือการพบกับการเพาะปลูกแบบใหม่ที่นำมาซึ่งความหายนะกับป่าและความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ซึ่งก็คือการเพาะปลูกพืชเงินสดทดแทนฝิ่น เช่น มะเขือเทศ ผักกาดขาว กะหล่ำปลี และกาแฟ ฯลฯ

 ราวปี พ.ศ. 2526 หน่วยงานสังคมสงเคราะห์ร่วมกับโครงการไทย-เยอรมัน และไทย-เนเธอร์แลนด์ ได้แจกจ่ายต้นกล้ากาแฟ ให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดอยช้าง-ดอยล้าน ช่วงเวลาดังกล่าว ชาวบ้านดอยล้านเน้นการเพาะปลูกมะเขือเทศ ผักกาดขาว และกะหล่ำปลีด้วยเหตุผลความต้องการใช้จ่ายเงินสดอย่างเร่งด่วน จากงานวิจัยของ Jeff และคณะ พบว่าชาวบ้านดอยล้านสับสนกับโครงการพัฒนาต่างๆ ที่เข้ามาในชุมชน ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงต้องหยุดปลูกฝิ่น เพราะการหยุดปลูกฝิ่นหมายถึงการขาดรายได้ ชาวบ้านเริ่มกังวลว่าการเพาะปลูกกาแฟจะทำให้พวกเขาไม่มีเงินสดใช้จ่ายทันเวลา เนื่องจากการเพาะปลูกกาแฟจำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิตและสามารถเก็บเกี่ยวได้ ชาวบ้านจึงพยายามหาทางปลูกพืชอย่างอื่นเพื่อทดแทนกาแฟที่รอการเติบโต โดยพืชที่ชาวบ้านเลือกปลูกประกอบไปด้วย มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วแดง ฯลฯ การปลูกพืชดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา อาทิ การใช้ยากำจัดศัตรูพืช การลงทุนซื้อปุ๋ยและยาต่างๆ และการเกิดขึ้นของหนี้สิน นอกจากการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาบนที่สูงจากองค์กรต่างๆ แล้ว สถานประกาศไมตรีจิตในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสถานประกาศในเครือมิชชั่นก็ได้เริ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

 ปี พ.ศ. 2528 มีกลุ่มลีซูจากจังหวัดกำแพงเพชรอพยพเข้ามาในหมู่บ้าน และราวปี พ.ศ. 2534 กลุ่มลอมี๊อาข่าได้อพยพตามเข้ามา โดยกลุ่มผู้อพยพกลุ่มใหม่นี้ตั้งถิ่นฐานใกล้เคียงกัน ปัจจุบัน กลุ่มลอมี๊อาข่าจำนวนกว่า 13 หลังคาเรือนได้สร้างบ้านติดกับกลุ่มลีซูที่อพยพมาจากกำแพงเพชร และการตั้งถิ่นฐานที่ใกล้เคียงในลักษณะนี้ ทำให้เกิดการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ตามมาอีกเช่นกัน การแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ลีซู-อาข่าเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นชายลีซูที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง หรือวัยรุ่นชายลีซูที่ประสบความล้มเหลวจากการแต่งงานกับชาติพันธุ์เดียวกัน การแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ในปัจจุบันประกอบไปด้วย ลีซู-อาข่า, ลีซู-จีน, ลีซู-ลาหู่ และ อาข่า-ลาหู่ ในอนาคต คาดว่าจะมีการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ที่อพยพมาจากประเทศพม่ามากขึ้น เช่น ชาติพันธุ์ปะหล่อง และไทใหญ่  เป็นต้น

 ในปี พ.ศ. 2534 นอกจากการอพยพเข้ามาของกลุ่มลอมี๊อาข่าแล้ว ช่วงเวลาเดียวกันชาวบ้านดอยล้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อบ้านเริ่มออกจากหมู่บ้านเพื่อทำงานเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศเกาหลีใต้ และไต้หวัน ส่วนสาเหตุที่ทำให้พ่อบ้านตัดสินใจจากครอบครัวและหมู่บ้านเพราะผลผลิตพืชทดแทนฝิ่นมีราคาต่ำ อีกทั้งตลาดที่รองรับพืชเงินสดเหล่านั้นก็ไม่มีความมั่นคง โครงการพัฒนาต่างๆ ไม่เพียงไปปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูก แต่ยังไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในหมู่บ้านให้มีความทันสมัยมากขึ้นด้วย การออกจากหมู่บ้านเพื่อไปขายแรงงานต่างประเทศเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความหวังใหม่ให้กับชาวบ้าน และปรากฏการณ์ดังกล่าวยังคงพบได้จนถึงปัจจุบัน แต่เป็นกลุ่มเยาวชนมากกว่ากลุ่มพ่อบ้าน

 ราวปี พ.ศ. 2545 อาศรมบ้านดอยล้านได้ก่อสร้างขึ้น โดยอาศรมนี้เป็นโครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขาซึ่งเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ สถานที่ตั้งของอาศรมนั้น อยู่บริเวณทิศตะวันตกของหมู่บ้านดอยล้าน มีทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นพื้นที่ไร่ของชาวบ้าน รวมถึงภูเขาอีกมากมายที่สามารถมองเห็นได้จากสถานที่แห่งนี้ บทบาทของอาศรมคือการส่งเสริม การให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในหมู่บ้าน โดยในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาจะเข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา ณ อาศรมแห่งนี้ นอกจากนี้ เณรและพระจากอาศรมยังออกบิณฑบาตในช่วงเช้าอีกด้วย เป็นที่น่าสนใจว่าการใส่บาตรให้กับพระนั้น ไม่เพียงบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งทางสังคม แต่ผู้ที่มีตำแหน่งทางสังคม เช่นหมอเมือง ยังร่วมใส่บาตรในตอนเช้าอีกด้วย

 ในปี พ.ศ. 2546 โรงงานกาแฟที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันได้ก่อตั้งขึ้น และชาวบ้านดอยล้านได้กลับมาให้ความสำคัญกับกาแฟอย่างจริงจัง โดยการเริ่มเก็บเกี่ยวกาแฟและส่งให้กับโรงงานใกล้หมู่บ้าน ช่วงเวลานั้น ชาวบ้านดอยล้านได้รับเงินสดทันทีจากการขายกาแฟให้กับโรงงาน แต่ในเวลาต่อมา โรงงานที่เคยรับซื้อกาแฟจากหมู่บ้านเป็นประจำไม่ยอมจ่ายเงินให้กับชาวบ้าน (ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ) เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวบ้านดอยล้านกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ปัญหายังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน มีชาวบ้านหลายท่านที่ยังไม่ได้รับค่าขายกาแฟจากโรงงาน แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด ผู้วิจัยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเงื่อนไขในการจ่ายเงินให้กับผู้ปลูกกาแฟจากผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนว่า ชาวบ้านกับโรงงานได้ทำข้อตกลงในการค้ากาแฟด้วยกัน กล่าวคือ ชาวบ้านสามารถนำกาแฟไปจำหน่ายได้ แต่โรงงานจะยังไม่สามารถจ่ายเงินได้ทันที ชาวบ้านซึ่งไม่มีทางเลือกด้านตลาดจึงจำเป็นต้องขาย ส่วนจะได้ค่าขายกาแฟเมื่อไรนั้นไม่มีใครทราบได้ ด้วยปัญหาดังกล่าว ชาวบ้านหลายคนหันมาเปิดธุรกิจกาแฟส่วนตัวในหมู่บ้าน บางคนส่งเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทอื่นๆ ที่เข้ามารับซื้อในหมู่บ้าน บางคนหาช่องทางตลาดเอง ทั้งออนไลน์และการออกงานต่างๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าของตนเอง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวและนักศึกษาที่เข้าไปศึกษาความเป็นอยู่ของชาวบ้านดอยล้านด้วย

 นักศึกษาที่เข้าไปพักกับชุมชน 2-3 วันเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและเข้าใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านดอยล้าน เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยช่วงเวลานั้นคุณโอโตไม่ ไกล์น สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยพายัพ และในมหาวิทยาลัยดังกล่าวมีสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษาอยู่ด้วย ทางสถาบันและคุณโอโตเม่ ไกล์น มีความตั้งใจที่จะนำนักศึกษาจากสถาบันดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเข้าพักอาศัยอยู่กับชาวบ้านแต่ละบ้าน และนอกจากนักศึกษาต่างชาติแล้ว บางครั้งยังมีนักศึกษาไทย และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้าไปเที่ยวในชุมชนอีกด้วย

 ในปี พ.ศ. 2546 หลังจากที่ชาวบ้านได้รับความหวังจากการขายกาแฟให้กับโรงงานใหญ่ใกล้หมู่บ้านแล้ว หลายครัวเรือนเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างบ้าน ชาวบ้านหลายคนให้ความสนใจกับการสร้างรั้วบ้านกันมากขึ้น จากการสอบถามกับผู้อาวุโสพบว่า ปรากฏการณ์การสร้างรั้วบ้าน มาจากสาเหตุของการต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ชาวบ้านตีตัวออกห่างจากสังคมที่เคยไปมาหาสู่กันโดยไม่มีรั้วกั้น การสร้างรั้วกั้นยังสื่อให้เห็นว่าชาวบ้านไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน ผู้อาวุโสท่านหนึ่งบอกว่า “บางคนชอบบุกรุกพื้นที่ พอมีรั้วกั้นพวกเขาไม่สามารถบุกรุกได้”  ในขณะที่เยาวชนคนหนึ่งบ่นว่า “หากไม่สร้างรั้วบ้าน เพื่อนบ้านที่อยู่เหนือบ้านจะทิ้งขยะมาทางบ้านผม พอมีรั้วกั้นเขาก็ยังทิ้งขยะ แต่ผมไม่เดือดร้อนเพราะกองขยะก็อยู่ภายในบริเวณรั้วของเขา”

 ในปี พ.ศ. 2548 จำนวนหลังคาเพิ่มขึ้นเป็น 140 ครัวเรือน (Jeff และคณะ, 2005) และได้มีการแบ่งศาลเจ้าหรือ “อาปาโหม่ ฮี”ออกเป็นสองหลัง โดยสาเหตุหลักที่ต้องแยกออกเป็นสองหลัง เนื่องจากหมอเมืองคนเดิมซึ่งเป็นชาวลีซูได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว และหมอเมืองคนใหม่ซึ่งเป็นชาวจีนฮ่อเข้ารับตำแหน่งแทน ระหว่างนั้นมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอาข่าซึ่งอยู่เหนือศาลเจ้า (ตามหลักแล้ว ที่ตั้งของศาลเจ้าจะต้องอยู่เหนือชุมชน ไม่ควรมีบ้านเรือนใดๆ อยู่เหนือศาลเจ้า)  หมอเมืองคนเดิมและชาวบ้านท่านอื่นๆ ได้ขอให้ชาวอาข่าย้ายพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน แต่มีผู้คัดค้านด้วยเหตุผลหลายประการ หมอเมืองคนเดิมจึงแยกตัวออกมา ในขณะที่ชาวบ้านท่านอื่นๆ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่ชาวอาข่ายังคงอาศัยอยู่เหนือศาลเจ้า ก็ได้ถอนตัวออกจากการสักการะศาลเจ้าหลังเดิมเช่นกัน ในเวลาต่อมา ซึ่งไม่นานหลังจากที่มีข้อพิพาท หมอเมืองและชาวบ้านท่านอื่นๆ ก็ได้สร้างศาลเจ้าหลังใหม่ซึ่งอยู่เหนือสุดของหมู่บ้าน แต่ก็ประจำอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน เนื่องจากหมอเมืองอายุมากขึ้น และการเดินทางไกลเพื่อปฏิบัติทางพิธีกรรมจึงเป็นอุปสรรคอย่างมาก หมอเมืองและชาวบ้านท่านอื่นๆ จึงได้ทำพิธีขอย้ายศาลเจ้าหมู่บ้านมาสร้างใกล้กับชุมชนราวปี พ.ศ. 2548

 ราวปี พ.ศ. 2554 ได้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวได้สร้างความหายนะกับชาวบ้านหลายครอบครัว บางครอบครัวต้องอพยพออกจากถิ่นที่เดิม เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ทั้งการซ่อมแซมบ้านในพื้นที่เดิมยังสร้างความกังวลว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต บางครอบครัวได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย เช่น รอยร้าวภายในบ้าน ในขณะที่บางครอบครัวต้องเปลี่ยนแท็งก์น้ำเนื่องจากแผ่นดินไหวได้ก่อให้เกิดรอยร้าวและไม่สามารถซ่อมแซมได้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนั้น ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่นในการปรับปรุงพื้นที่เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่

 ในปี พ.ศ. 2558 การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาได้เริ่มขึ้น ครอบครัวของเด็กๆ ในหมู่บ้านเริ่มสนใจกับการส่งลูกหลานไปเรียนในเมือง เนื่องจากเห็นว่าคุณภาพการศึกษาในหมู่บ้านนั้นไม่มีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนสถานที่เรียนหมายถึงการมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น การไปเรียนในเมืองหมายถึงการใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งครอบครัวที่ต้องการส่งลูกไปเรียนในเมืองแม่สรวยจะมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 600 บาทต่อคน (ระดับอนุบาล-ประถมศึกษา) สำหรับการไปเรียนในเขตสันจำปา (อนุบาล-มัธยมตอนต้น) มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 700 บาทต่อคน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในด้านการศึกษานี้ บางครอบครัวต้องดิ้นรนหาช่องทางในการหาค่าเล่าเรียน เช่น การฝากลูกไว้กับพ่อแม่ในหมู่บ้าน และตนเองออกจากหมู่บ้านไปทำงานในเมือง หรือแม้กระทั่งการเดินทางไปยังต่างประเทศ บางครอบครัวใช้วิธีการขอความช่วยเหลือจากพี่น้องที่ทำงานประจำอยู่ในเมือง เป็นต้น

 ปี พ.ศ. 2560 มีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ผู้วิจัยพบเห็นผู้คนที่ไม่คุ้นหน้าหลายคนและเกิดความสงสัยว่าพวกเขาเหล่านั้นคือใคร ผู้วิจัยได้สอบถามจากชาวบ้านหลายคน ก็พบว่าเป็นแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ปะหล่องและชาติพันธุ์ไทใหญ่ จากประเทศพม่า แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานหนุ่ม-สาว อพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนเพื่อทดแทนแรงงานหนุ่ม-สาวลีซูที่ไม่มีความสามารถในด้านการเกษตร หรือที่อพยพลงไปอยู่ในเมือง การขาดแคลนแรงงานเป็นเรื่องเร่งด่วนในหมู่บ้าน เนื่องจากผู้สูงอายุหลายคนประสบปัญหาด้านสุขภาพทำให้ทำการเกษตรได้น้อยลง นอกจากเหตุผลของอายุและสุขภาพของผู้สูงอายุแล้ว บางครอบครัวยังต้องการจ้างแรงงานหลายคนเพื่อดูแลและช่วยเก็บเกี่ยวพืชผลหลากชนิดที่ปลูกไว้ หรือบางครอบครัวมีพื้นที่ทำกินมาก ทำให้ต้องจ้างแรงงานเพิ่ม

 ในปี พ.ศ. 2560 ได้มีโครงการสร้างแท็งก์น้ำในหมู่บ้าน เป็นแท็งก์น้ำที่มีขนาดใหญ่และสามารถเก็บน้ำได้มากและเพียงพอสำหรับการแจกจ่ายให้กับทุกครัวเรือน แต่การมีแท็งก์น้ำนี้ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านหมดความกังวลเรื่องความแห้งแล้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ชาวบ้านมักจะประสบกับปัญหาน้ำไม่พอใช้เป็นประจำทุกปี ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวว่า “เสียดายเงินที่ลงทุนไปกับแท็งก์น้ำเหล่านี้ เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความแห้งแล้งในหมู่บ้านได้ แท็งก์น้ำจะมีประโยชน์อะไร ถ้ายังแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งไม่ได้”

 ปีพ.ศ. 2561 ตู้น้ำดื่มและปั้มน้ำมันในชุมชนได้เกิดขึ้น ทั้งสองสิ่งนี้อยู่ในสถานที่เดียวกัน คือบริเวณศูนย์เด็กเล็กบ้านดอยล้าน (เก่า) ตู้น้ำดื่มเหล่านี้มีคนมาใช้บริการ แต่มีบางครอบครัวที่ไม่ยอมดื่มน้ำจากตู้นี้ ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวว่า “มีหลายครอบครัวคิดว่าน้ำนี้ไม่สะอาดพอ จึงไม่ยอมดื่มจากตู้น้ำนี้ แต่ยอมเสียตังค์และเสียเวลาไปรับน้ำดื่มจากในเมือง”

 บ้านดอยล้านโดยทั่วไป

บ้านดอยล้านอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,200 -1,500 เมตร ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2507 (A1) อุทยานแห่งชาติดอยช้าง ตามทะเบียนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยมีเนื้อที่ประมาณ 7,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำกิน 6,000 ไร่ และพื้นที่ใช้สอย 1,000 ไร่ หมู่บ้านดอยล้านอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่สรวย ประมาณ 20 กิโลเมตร และห่างจากเมืองเชียงรายประมาณ 70 กิโลเมตร ละติจูด 19.783068 ลองติจูด 99.564991 พิกัดกูเกิล

หมู่บ้านดอยล้านมีจำนวน 230 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 740 คน แบ่งประชากรชาย 385 คน หญิง 355 หมู่บ้านดอยล้านเป็นหมู่บ้านลีซูที่ประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ชาติพันธุ์อาข่า จีนฮ่อ ลาหู่ ไทใหญ่และปะหล่อง โดยกลุ่มปะหล่อง ส่วนใหญ่อยู่ในฐานะแรงงานข้ามชาติ ในขณะที่ลาหู่และไทใหญ่อยู่ในฐานะลูกสะใภ้ของชาวลีซูและอาข่า ชาวบ้านดอยล้านซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย และอพยพมาจากถิ่นต่างๆ มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป โดยชาวลีซูส่วนใหญ่นับถือบรรพบุรุษ ซึ่งแต่ละครัวเรือนจะมีหิ้งบรรพบุรุษสำหรับทำพิธีในเทศกาลสำคัญต่างๆ ในขณะเดียวกันชาวลีซูซึ่งนับถือบรรพบุรุษยังได้นับถือศาสนาพุทธหรือร่วมปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น การใส่บาตรในตอนเช้า การเข้าร่วมทำบุญและร่วมกิจกรรมต่างๆ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาภายในบริเวณอาศรมหมู่บ้าน เป็นต้น ในหมู่บ้านยังมีโบสถ์หรือสถานประกาศจิตสำหรับชาวลีซูท่านอื่นๆ ที่เข้ารับศาสนาคริสต์ และสำหรับชาวอาข่าซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย

 อาชีพของชาวบ้านดอยล้าน ส่วนใหญ่ยังเป็นชาวไร่ โดยพืชที่นิยมปลูกกันมากที่สุดในปัจจุบันคือกาแฟ ส่วนพืชอื่นๆ ที่นิยมปลูกกันมากขึ้น ประกอบไปด้วย อะโวคาโด มะคาเดเมีย มะเขือเทศ พริก ถั่วแขก ถั่วแดง ฯลฯ พืชเหล่านี้เป็นพืชเศรษฐกิจ ในขณะที่การปลูกข้าว และข้าวโพด เป็นพืชยังชีพ นอกจากอาชีพชาวไร่แล้ว ชาวบ้านที่เป็นเยาวชนส่วนใหญ่ทำงานเป็นอาชีพรับจ้าง มีการลงไปทำงานรับจ้างในเมืองหรือออกเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ ประเทศดังกล่าวเป็นประเทศหลักที่เยาวชนมักจะพูดถึงเสมอเวลาที่พบกับปัญหาความมั่นคงในรายได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านบางส่วนยังออกไปรับจ้างก่อสร้างนอกพื้นที่ระหว่างที่ว่างจากการทำการเกษตรด้วย

เรื่องเล่าชุมชน

หมวดหมู่