เมื่อจีนบ้าน-บ้าน ..... ลุกขึ้นมาจัดการข้อมูล | คลังข้อมูลชุมชน

"ข้าพเจ้า เป็นคนปักษ์ใต้ มีเชื้อสายจีนปะปนในระดับที่พอจะสืบสาวได้ อันเนื่องมาจากนามสกุลที่ห้อยท้ายนั่นเอง เนื่องจากความใคร่รู้สมัยเด็ก พ่อและญาติฝั่งพ่อมักจะเล่าให้ฟังว่า “ปู่ทวดมาแต่เมือง” หมายถึงคนในรุ่นปู่ทวดอพยพมาจากเมืองจีน แต่งงานผสมผสานอยู่อาศัยร่วมกับชนพื้นเมืองแถบนครศรีธรรมราช จนสืบสายเทือกเถาเหล่ากอมาเป็นเราในปัจจุบัน" 


มโนสำนึกเกี่ยวกับคนจีน            

“จีน” ในมโนสำนึกของข้าพเจ้าสมัยเด็กมากับคำล้อเลียนจากบรรดาคนรอบข้าง อันเนื่องมาจากนามสกุล ที่ฟังอย่างไรก็ออกจะจีน ขณะเดียวกันด้วยผัสสะทางสายตาที่มองเห็นเพียงผิวคล้ำ กร้าน ผมหยักศก ผิดแผกจากคนไทยเชื้อสายจีนในตัวเมืองมากโข            

“จีน” ที่ได้ทำความเข้าใจอีกวาระ คือตอนช่วงเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนระดับอำเภอ เมื่อชาวสวนรุ่นใหม่ในละแวกบ้านต่างเคลื่อนย้ายออกไปทำงาน “รับจ้างกรีดยางพาราที่นาบอน” เมื่อพวกเขากลับมาต่างเล่าเรื่องราวการไปทำงานใน “กงสี” ของชาวจีนนาบอน สวนยางกว้างขวาง สุดลูกตา ทอดยาวเป็นเนินลูกระนาดริมเทือกเขาเหมน  พวกเขาต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่ดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่อลงกรีดยางให้เสร็จในตอนเช้าและเก็บน้ำยางต่อในช่วงเช้า สำหรับนำมาทำยางแผ่นต่อให้เสร็จในช่วงบ่าย  หลังจากนั้นจึงได้เวลาพักผ่อน เพื่อทำงานในวันถัดไป  “ลูกจ้างสวนยาง”  เหล่านั้น ต่างสะท้อนถึงความแตกต่างของนายจ้างแต่ละราย  บางคนก็ใจดี ให้ข้าวสารมากินในแต่ละเดือน ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็นำอาหารการกินมาให้ลูกจ้าง             

นั่นคือมโนสำนึกถึงคนจีนในช่วงวัยเด็กของข้าพเจ้า  เมื่อเติบใหญ่ ได้เรียนรู้ จึงเข้าใจว่าคนจีนมีหลายสาย หลายถิ่นที่ หลากภูมิภาค หลากเมือง อพยพเข้ามาหลายยุคสมัย หลายช่วงเวลาและหลายเหตุปัจจัย จนกระทั่งมาได้รู้จักกับลูกหลานชาวจีนจากนาบอน ที่สะท้อนภาพลักษณ์ตัวเองว่า เวลาไปไหนมาไหนมักถูกค่อนแคะเสมอว่าเธอนั้นเป็น “จีนบ้าน-บ้าน”


จีนนาบอน จีนบ้าน-บ้าน

“จีนนาบอน” สิรีธร ถาวรวงศา3 หรืออาจารย์เก๋ ลูกหลานชาวจีนฮกจิวจากนาบอน บอกกล่าวกับข้าพเจ้าถึงความคับข้องใจของเธอในแวดวงคนจีนว่า คนจีนนาบอนถูกเบียดขับ ว่าเป็นกลุ่มคนจีนชายขอบ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทำสวนยางพาราอยู่ในระบบเกษตรมากกว่าระบบเศรษฐกิจค้าขาย ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของเมือง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เบื้องหลังธุรกิจยางพาราของภาคใต้นั้นคือการจับมือกันระหว่างสองตระกูลใหญ่ของ “จีน บ้าน-บ้าน” จากนาบอน และ “จีนหาดใหญ่” ที่เชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มชาวจีนในประเทศมาเลเซีย จึงอาจกว่าวได้ว่า ธุรกิจยางพาราของภาคใต้นั้นอยู่ในเงื้อมมือของคนจีนในภูมิภาคทั้งสิ้น            

“จีน บ้าน-บ้าน” ที่อาจารย์เก๋ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังด้วยความน้อยอกน้อยใจนั้นเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอขยับมาทำงานศึกษาคน-ชุมชนบ้านเกิด เมื่อเธอเข้ารับการศึกษาและขยับไปสู่การเป็นอาจารย์สาขาสังคมศึกษา และเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาประวัติศาสตร์  เธอเลือกที่จะศึกษารากเหง้าของตัวเอง นั่นคือ กลุ่มคนจีนนาบอน ที่เรียกตัวเองว่า “จีนฮกจิว”            

ชาวจีนฮกจิว หรือ ชาวจีนฝูโจว เป็นคนจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย หากแต่พวกเขาเดินทางเข้ามาจากรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นที่เดินทางเข้ามาโดยเรือสำเภาเข้าสยามโดยตรง โดยชาวจีนฮกจิวกลุ่มนี้มีต้นทางจากเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เดิมทีนั้นอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองซีเทียวัน รัฐเประ  ประเทศมาเลเซีย เพื่อทำสวนยางพาราตามนโยบายของประเทศเจ้าอาณานิคมในยุคที่ประเทศมาเลเซียยังตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ            

เมื่อรัฐสยามในขณะนั้นเปิดโอกาสให้ชาวจีนโพ้นทะเลสามารถจับจองที่รกร้างว่างเปล่าได้คนละประมาณ 50 ไร่  ราวปี พ.ศ. 2468  นายลิ่งจือล้อ นายฮวาลิง นายพ้างมิงอู้ และนายก่งกว่างจั๊ว ชาวจีนจากเมืองซีเทียวันกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสำรวจและจับจองพื้นที่ในชุมชนนาบอน หลังจากนั้นก็มีชาวจีนจากเมืองซีเทียวันทยอยเดินทางตามเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่นาบอนจำนวนมากขึ้น ๆ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวจีน ที่เข้ามาพัฒนาสวนยางพารา สร้างเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่ยึดโยงกับระบบเกษตรกรรมสวนยางพารา            

การเข้ามาพัฒนาพื้นที่จากป่าเขาเป็นสวนยางพาราของเครือข่ายชาวจีน ทำให้ชุมชนนาบอนเป็นเมืองที่มั่งคั่งขึ้น มีเงินตราสะพัด มีงาน มีอาชีพให้ชาวสวนไร้ที่ดินเดินทางมาทำงานและตั้งรกรากจำนวนมาก  กระทั่งราวช่วงปี 2500 เป็นต้นมา ฐานเศรษฐกิจได้เริ่มได้ย้ายจากนาบอนไปยังทุ่งสง เนื่องจากการสร้างถนนเชื่อมระหว่างทุ่งสงกับนครศรีธรรมราช ที่เป็นจังหวัดในฝั่งอ่าวไทย และจังหวัดตรัง ที่เป็นจังหวัดในฝั่งอันดามัน แม้ว่านาบอนกับทุ่งสงจะอยู่ห่างกันไม่มากนัก แต่ก็ส่งผลให้ชุมชนนาบอนค่อย ๆ เงียบเหงาลงจนกลายเป็นเมืองปิด หากแต่ชาวจีนในท้องถิ่นก็ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ขาดหายไป 

อาจารย์เก๋เล่าว่า จากการเก็บข้อมูลร่วมกันคณะทำงานสะท้อนให้ฟังว่า คนจีนนาบอนในยุคก่อร่างสร้างตัวนั้นกินอยู่อย่างประหยัด อาหารการกินส่วนใหญ่ผลิตเอง ปลูกผักหมักซีอิ๊ว แปรรูปผลผลผลิตไว้กิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักที่สามารถปลูกได้ในสวนยาง ส่วนเนื้อสัตว์นั้นจะได้บริโภคเมื่อมีงานเทศกาล หรืองานมงคลเท่านั้น  เมื่อเริ่มสร้างฐานะ มีรายได้ มีกำลังในการจับจ่าย คนจีนนาบอนจึงเริ่มรื้อฟื้นอาหารตามวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา เกิดร้านอาหารในตลาด ที่มีเมนูอาหารจีนท้องถิ่นขาย มีร้านขายขนม ขายเส้นหมี่  ร้านน้ำชา และข้าวของเครื่องใช้ตามวัฒนธรรมอื่น ๆ ตามมา


ภาพที่ 1 แสดงภาพมุมสูงชุมชนนาบอน  ตำบลนาบอน อำเภอนาบอนจังหวัดนครศรีธรรมราช  มีเขาเหมนเป็นฉากหลัง มีสวนยางพารากว้างสุดล้อมรอบพื้นที่ชุมชน

วันที่ถ่ายภาพ  1 เมษายน 2562  ถ่ายภาพโดย นายอภิเชษฐ์ สุขแก้ว


อาหารคนจีนนาบอน            

ชุมชนนาบอน ได้เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในปีงบประมาณ 2563  โดยมีอาจารย์เก๋ ทำหน้าที่ในการจัดการจัดเก็บข้อมูล มีคุณลุงคุณป้า อาปะ อาก๊อ และคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญของการจัดทำข้อมูลของชุมชนเป็นคณะทำงานช่วยกันให้ข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลร่วมกัน โดยคณะทำงานเลือกที่จะทำการศึกษาชุมชนจีนฮกจิวในมิติของอาหารเป็นสำคัญ   

เรื่องราวที่อาจารย์เก๋ และคณะทำงานได้จัดเก็บและบันทึกไว้ในการทำงานโครงการนี้ สะท้อนให้ข้าพเจ้าเห็นมิติใหม่ของชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสน้อยมาก เนื่องจากเป็นชาวจีนกลุ่มย่อยในระบบสังคมจีนในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม ชาวจีนกลุ่มนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอย่างเรื่องอาหาร ที่อาจารย์เก๋และคณะพยายามเข้าไปจัดเก็บ และจัดการข้อมูลไว้เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลัง            

เธอสะท้อนว่า เมื่อเราทำข้อมูลเรื่องอาหาร  หลายเมนู หลายชนิดของอาหาร เกิดการปรับตัว ปรับสูตรให้เข้ากับท้องถิ่นภาคใต้  มีหลายเมนูที่เจ้าของสูตรหวงแหนไม่ยินยอมเปิดเผย เนื่องจากเป็นข้อมูลทางการค้า  แต่ก็มีบุคคลท่านหนึ่ง ที่ยินดีเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ตามที่ท่านมีทักษะและประสบการณ์  นั่นคือ คุณลุงสว่าง ตันติพิสิทธิ์  หรือ “โกหว่าง” พ่อครัวโต๊ะจีนของชุมชน

ภาพที่ 2 โกหว่าง หรือ นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์  พ่อครัวโต๊ะจีนในชุมชน ผู้ยินดีถ่ายทอดความรู้ที่มีแก้ผู้สนใจอาหารโต๊ะจีน  เป็นชาวจีนฮกจิวรุ่นที่สองที่เกิดและเติบในชุมชนนาบอน

วันที่ถ่ายภาพ  1 เมษายน 2562 ถ่ายภาพโดย นายอภิเชษฐ์ สุขแก้ว


บันทึกจากรายงานความก้าวหน้าของโครงการวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว ชุมชนนาบอน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แสดงให้เราเห็นถึงอาหารจีนฮกจิวในมิติวัฒนธรรมไว้สองด้าน ได้แก่ อาหารในชีวิตประจำวัน และอาหารในพิธีกรรม            

จากรายงาน มีข้อมูลที่ได้ทำการสัมภาษณ์โกหว่าง รวมถึงบุคคลแวดล้อมอื่น ๆ ผนวกกับประสบการณ์ชีวิตของอาจารย์เก๋เอง ที่ดำรงตนอยู่ในสังคมชาวจีนฮกจิว  สะท้อนว่า อาหารท้องถิ่นของชาวจีนฮกจิวนั้นยังคงมีการผลิตและบริโภคกันในชีวิตประจำวัน หากแต่เปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปมากโข จากเดิมที่บางชนิดทำแต่บริโภคในครัวเรือน เปลี่ยนมาทำทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและขายให้กับคนอื่น ๆ ในชุมชน  การใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน และการใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติในบางประเภท  หากแต่ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบที่ครบถ้วนตามหลักการบริโภคตามที่สืบทอดกันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษ           

เมนูหลักของชุมชนดูจะไม่พ้นอาหารประเภทเส้น  โดยเฉพาะเส้นหมี่เหลือง เป็นเส้นหมี่ที่เลื่องชื่อของนาบอน ผลิตมาจากแป้งสาลีตามกระบวนการของชาวจีนฮกจิว ใด้เส้นหมี่เหลือง มีขนาดใหญ่ กลม อวบนุ่ม นิยมนำมาผัดเป็นหลัก ปัจจุบันในชุมชนยังมีผู้ผลิตเส้นหมี่เหลืองอยู่ สามารถหาซื้อได้จากร้านเฉินซังไท้ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับศาลเจ้าฮกกั้วเก็ง            

นอกจากเส้นหมี่เหลืองแล้ว ชาวจีนฮกจิวยังผลิตเครื่องปรุงเฉพาะอย่างสำหรับการประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน  เช่นน้ำส้มสายชูหมักที่ทำมาจากข้าวเหนียวหมักกับยีสต์  เหล้าจีน กากเหล้าจีน  อันเป็นเครื่องชูรสในหลากหลายเมนูทั้งการบริโภคในครัวเรือน การทำอาหารเหลาสำหรับโต๊ะจีน และการขายให้เพื่อนบ้านในชุมชน รวมถึงลูกหลานชาวจีนฮกจิวที่อพยพโยกย้ายไปตั้งรกรากในชุมชนอื่น            

นอกจากนี้ยังมีขนมกินเล่นต่างๆ เช่น ขนมก่งเปียว/จิ่วตุงเปียง  ขนมอูลี้งู ขนมแหล่เปี้ยง ขนมเหล่านี้แต่ละบ้านมีสูตรและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย หากแต่วัตถุดิบหลักไม่ต่างกันมากนัก


ภาพที่ 3  เส้นหมี่เหลืองรอจำหน่าย ที่ร้านเฉินทังไท้

วันที่ถ่ายภาพ 1 เมษายน 2562 ผู้ถ่ายภาพ นายอภิเชษฐ์ สุขแก้ว


ภาพที่ 4  ผัดหมี่นาบอน ปรุงโดยพ่อครัวร้านบัวแก้ว ร้านอาหารในชุมชนที่ปรุงอาหารจีนฮกจิวจำหน่าย

วันที่ถ่ายภาพ 1 เมษายน 2562 ผู้ถ่ายภาพ นายอภิเชษฐ์ สุขแก้ว


สำหรับข้าพเจ้านั้น เมื่อพูดถึงอาหารจีนนาบอน ผัดหมี่เหลือง หรือผัดหมี่นาบอนยังคงตราตรึงอยู่ในรสสัมผัส นับตั้งแต่วัยเด็กที่ได้เคยลิ้มรส สัมผัสถึงความนุ่ม  อวบ เต็มปากเต็มคำนั้น  นานวันกว่ายี่สิบปีจึงได้กลับมาลิ้มลองหมี่นาบอนอีกครา เมื่อได้ลงพื้นที่ชุมชนนาบอนในโครงการนี้นั่นเอง  ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมอาหารที่มีคุ้นเคยเหล่านี้ผ่าน เครื่องปรุงที่หลากหลาย รสชาดอาหารไม่คุ้นปาก เมนูอาหารที่แปลกตา และ วัฒนธรรมการบริโภคแบบคนจีน            

อาหารในพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิว ที่คณะทำงานได้บันทึกไว้นั้นเป็นอาหารในพิธีแต่งงานและอาหารในงานศพ โดยอาหารในพิธีแต่งงานนั้นเป็นเมนูโต๊ะจีนที่โกหว่างมีความเชี่ยวชาญ ในเอกสารได้บันทึกไว้ว่า อาหารโต๊ะจีนนั้นต้องมีจำนวนรายการที่ 7 หรือ 9 อย่างเพื่อความเป็นมงคล โดยเน้นที่อาหารทะเล เนื่องจากพื้นเพเดิมของชาวจีนฮกจิวมาจากภูมิภาคทะเลนั่นเอง            

ขณะที่อาหารในงานศพนั้นมีสองส่วนคือ ส่วนของการจัดเลี้ยงที่เป็นอาหารทั่วไปตามท้องถิ่นนิยม และอาหารสำหรับการเซ่นไหว้ ที่เน้นไก่ หมู หมี่ ใข่ และผลไม้            

ในส่วนนี้สำหรับข้าพเจ้าที่เคยไปงานของเพื่อนชาวจีนเห็นว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักระหว่างชาวจีนกลุ่มอื่นกับชาวจีนฮกจิวที่นาบอน  หากแต่ความต่างคือ การให้ความหมายของอาหารแต่ละชนิด การจัดเตรียมและจัดการอาหารสำหรับการทำพิธีกรรม และการประกอบพิธีกรรม ซึ่งแตกต่างกันบ้างในเชิงรายละเอียดปลีกย่อย            

จากจีน บ้าน-บ้าน ตามที่อาจารย์เก๋ เคยเปรยในเชิงน้อยอกน้อยใจในการถูกเบียดขับทางสังคมจากชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศนั้น  เมื่อเข้าร่วมโครงการ และได้สืบค้นข้อมูลของชุมชน  เรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ เรื่องราวการต่อสู้ต่อรอง สร้างตัวตนของชาวจีนฮกจิวที่บานอน ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจชาวจีนนาบอนมากขึ้น  และหวังใจว่า เมื่อข้อมูลของชุมชนได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง เรื่องราวทางสังคม ประวัติศาสตร์ อาหาร และจิตวิญญาณของจีนบ้าน-บ้าน ที่นาบอนจะสร้างความเข้าอกเข้าใจแก่คนในสังคมมากยิ่งขึ้น            

ท้ายสุดแล้ว ข้าพเจ้าในฐานะที่มีสายเลือดความเป็น “จีน” เพียงเศษเสี้ยว อดอิจฉาอาจารย์เก๋ คณะทำงาน และชาวจีนฮกจิวชุมชนนาบอนไม่ได้ ที่ได้มีโอกาสในการสืบสาวราวเรื่องของตนเอง เพื่อจัดทำ จัดเก็บข้อมูลไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้ลูกหลานสืบไป


เชิงอรรถ

(1)  เก็บความจากประสบการณ์การสัมพันธ์กับกลุ่มคนจีน ตั้งแต่เยาว์วัย จวบจนได้เข้ามาทำงานด้านชาติพันธุ์ และดูแลโครงการ วัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิวชุมชนนาบอน  ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน  จังหวัดนครศรีธรรมราช

(2) อาจารย์ สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา


ผู้เขียน: ศิราพร แป๊ะเส็ง นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/124?fbclid=IwAR1rCcWrY58kAIzowFwkwiJtSdbq7x5pGe2Kub4v7R_De6m7-tEZGg3cjZE




วันที่เผยแพร่ : 9 มิ.ย. 2563
วันที่แก้ไข : 9 มิ.ย. 2563