รวมทั้งหมด 0 ไฟล์

รวมทั้งหมด 0 ชุมชน

ข่าวสารชุมชน

บ้านเหมืองแพร่ ความห่างไกล ที่อยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านและความเค็ม

9 มิ.ย. 2563

บ้านเหมืองแพร่ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) บ่อเกลือกลางลำเหืองเป็น “มรดกวัฒนธรรม” ที่ชุมชนเห็นความสำคัญ และเลือกขึ้นมาเป็นสิ่งที่พวกเขาฝันอยากจะเห็นการรื้อฟื้น และต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมกับคิดค้นผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากเกลือที่ไม่เหมือนใครชาวบ้านพร้อมหน่วยงานช่วยกันขุดลอกบ่อเกลือและนำท่อปูนมาครอบปากบ่อเกลือ (ภาพถ่ายโดยชุมชนบ้านเหมืองแพร่)บ้านเหมืองแพร่ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) บ่อเกลือกลางลำเหืองเป็น “มรดกวัฒนธรรม” ที่ชุมชนเห็นความสำคัญ และเลือกขึ้นมาเป็นสิ่งที่พวกเขาฝันอยากจะเห็นการรื้อฟื้น และต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมกับคิดค้นผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากเกลือที่ไม่เหมือนใคร  การเริ่มต้นเก็บและบันทึกข้อมูลเรื่องเล่าเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมของพวกเขา สตาร์ทด้วยการทำความรู้จักเครื่องมือทางมานุษยวิทยา อาทิ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน ผังเครือญาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นตัวช่วยในการทำงานให้ง่ายและสนุก    ขณะที่ชุมชนเดินหน้าภารกิจเพื่อไปให้ถึงฝัน ผู้เขียนได้รับโอกาสที่ดีในการทำความรู้จักหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้  ด้วยการลงไปช่วยฝึกชุมชนทำแผนที่เดินดิน แม้ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามวัน ก็ได้เห็นและได้ฟังเรื่องเล่าที่หลากหลายของผู้คนในดินแดนสุดขอบรัฐทิวทัศน์ลำน้ำเหือง ฝั่งตรงข้ามคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวน้ำเหืองบ่กั้น            17.5022141,101.0754129  พิกัดของบ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ที่เรียกได้ว่า “ไกลปืนเที่ยง” จากศูนย์กลางอำนาจ ห่างจากอำเภอเมืองเลยราว 109 กิโลเมตร แต่กลับห่างจากดินแดนสปป.ลาว เพียงไม่เกิน 20 เมตร ตามความกว้างของลำน้ำเหืองเมื่อคะเนด้วยสายตา             ลำน้ำเหืองเป็นแม่น้ำสายแคบๆ ที่เป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างแผ่นดินไทยกับลาว ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 สนธิสัญญาแบ่งเขตแดนกันระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ทำให้ลำน้ำเหืองที่ผ่ากลางหมู่บ้าน ถูกกำหนดให้เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ แต่เส้นสมมติก็ไม่อาจกั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองฟากน้ำได้              “ฟากน้ำ” เป็นคำเรียกติดปากของคนบ้านเหมืองแพร่ฝั่งไทยที่หมายถึงหมู่บ้านเหมืองแพร่ที่อยู่อีกฝั่งลำน้ำเหือง คนบ้านเหมืองแพร่หลายคนอพยพมาจากฟากน้ำ ตั้งรกรากอยู่ฝั่งไทย บางคนยังมีญาติพี่น้องอยู่อีกฟากน้ำ และไปมาหาสู่กันมาโดยตลอด            “ยายเป็นคนฟากน้ำ ได้แฟนอยู่ฝั่งนี้ ย้ายมาสร้างครอบครัวที่นี่ แต่ก่อนเราเป็นแผ่นเดียวกัน ข้ามไปข้ามมา ตอนนี้ญาติย้ายมานี่หมดแล้ว ไปอยู่อำเภอชนแดน พิษณุโลก” ยายปัน ภูคั่ง อายุ 73 ปี เจ้าของร้านเครื่องอุปโภคบริโภค เท้าความถึงรากของตนเอง            “คนอีสานบ้านเราเขาว่า ‘ไปพู้นกินปลา มาพี้กินข้าว’ คือเป็นการแบ่งปันกัน มาแลกเปลี่ยนกัน มีน้ำใจซึ่งกันและกัน ความจริงเขา (คนฟากน้ำ) อยากได้เกลือ แต่เขาบอกว่ามาเยี่ยมญาติ ไม่มีอะไรมาต้อน (ฝาก) แต่ด้วยจิตสำนึกเรา เราก็เอาเกลือตอบแทน เป็นการแลกเปลี่ยนกัน” คุณอาวุธ ลาภพันแสน เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ย้อนอดีตถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันระหว่างคนสองฟากน้ำ              ปัจจุบันบ้านเหมืองแพร่เป็นจุดผ่อนปรน มีระเบียบข้อปฏิบัติการข้ามไปมาระหว่างคนสองฝั่ง ปกติการสัญจรจะใช้แพไม้ไผ่ข้ามลำน้ำ ส่วนช่วงหน้าแล้งชาวบ้านจะทำสะพานไม้ไผ่ชั่วคราวเพื่อข้ามแม่น้ำเหือง            ทั้งนี้จุดผ่อนปรนจะอนุญาตให้ผู้คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้เฉพาะวันพระ 8 ค่ำ และ 15 ค่ำ เท่านั้น  ในวันดังกล่าว หมู่บ้านจะคึกคักมากเป็นพิเศษ มีตลาดนัดขนาดใหญ่ที่ผู้คนทั้งสองฝั่งมาจับจ่ายใช้สอย ส่วนร้านค้าขายของอุปโภคบริโภคที่มีเกือบสิบร้านในหมู่บ้าน จะมียอดขายมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น ขณะที่สินค้าของพี่น้องจากอีกฟากน้ำก็เป็นที่ต้องการของฝั่งไทย ผู้คนมายืนรอรับซื้อริมลำน้ำเลยทีเดียว เช่น ถ่านไม้ เห็ดหน้าไค และของป่าต่างๆชาวบ้านพร้อมหน่วยงานช่วยกันขุดบ่อเกลือและนำท่อปูนมาครอบปากบ่อเกลือ  (ภาพถ่ายโดยชุมชนบ้านเหมืองแพร่)บ่อเกลือระหว่างการขุดลอก (ภาพถ่ายโดยชุมชนนาแห้ว)สงครามในความทรงจำ            ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านตะเข็บชายแดนและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การทหารที่สำคัญ เมื่อสัมภาษณ์คนในชุมชนถึงเรื่องราวในอดีตของหมู่บ้าน สงครามและการสู้รบเป็นประเด็นที่หลายคนระลึกถึง เรื่องที่พวกเขาเล่าสะท้อนผลกระทบของสงครามและการเอาตัวรอดของคนเล็กคนน้อย ทั้งเรื่องสงครามกลางเมืองในลาวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2518 และสงครามร่มเกล้าระหว่างไทยกับลาวใน ปี พ.ศ. 2531 เหตุการณ์สำคัญที่ไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทั้งๆ ที่มีกำลังรบที่ดูจะเหนือกว่า จนต้องเจรจาสงบศึก            “ช่วง ‘แตกศึก’ (ลาวแตก) ฝั่งลาวยิงกัน ป้ายังไม่ได้แต่งงาน ชาวบ้านได้ยินเสียงปืน ตกใจ ย้ายไปนอนอยู่ตัวอำเภอ ต้องเย็บผ้าขาวม้าเก็บของมีค่า มัดเอวติดตัวไว้ หนีไปนอนหลบในร่องเหมืองร่องน้ำ อำเภอเขาให้ทำที่หลบภัย ใช้ยุ้งข้าวเป็นที่หลบ ลูกระเบิดจะได้ตกใส่ข้าวเปลือกแทน”            “แล้วตอนที่ป้าท้องได้ 8 เดือน เกิดศึกร่มเกล้า วิ่งหนี  มีหลุมหลบภัยแล้ว ชาวบ้านไม่มีเวลาทำมาหากินเลย” ป้าบุญเพ็ง อินทอง เจ้าของรีสอร์ทเจ้าแรกๆ ในนาแห้ว ย้อนชีวิตที่อยู่ในเหตุการณ์การสู้รบอย่างน้อยสองครั้งในชีวิต แน่นอนว่าคำอธิบายในแผนที่เดินดินโดยคนในชุมชนที่เกี่ยวกับสถานที่สำคัญหลายแห่งของหมู่บ้าน ผูกโยงอย่างแนบแน่นกับประวัติศาสตร์กับทั้งเพื่อนบ้าน สงคราม และการสู้รบ    คุณอิศรากรณ์ พลธรรม หัวหน้าคณะทำงานของบ้านเหมืองแพร่ให้ข้อมูลเพิ่มว่า บ้านเลขที่ 79 บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้  ริมถนนสายหลักของหมู่บ้าน ปัจจุบันคือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่รู้กันดีว่า บ้านไม้ธรรมดาหลังนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เจรจาสงบศึกสงครามร่มเกล้า ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและลาวหลายต่อหลายครั้ง หรือที่ทำการเทศบาลตำบลนาแห้ว แต่เดิมเป็นสถานที่ที่ตำรวจตระเวนชายแดน ใช้เป็นฐานปฏิบัติการในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ และสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ไว้ขึ้นลงเพื่อสะดวกในการปฏิบัติการรักษาความสงบ จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “นาสนามบิน”ทีมบ้านเหมืองแพร่ฝึกทำแผนที่เดินดิน                           ทีมบ้านเหมืองแพร่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน  (ภาพถ่ายโดยชุมชนบ้านเหมืองแพร่)บ่อเกลือกลางลำน้ำ คุณค่าที่มากไปกว่าความเค็ม            “ทำเกลือกันมาตั้งแต่รุ่นกำนันคำภา จันทะคุณ รุ่นตาม่อน (รุ่นทวด) ตอนเด็กเคยไปนอนกับยายม่อน(ทวด) กับยาย กับแม่ เราต้องไปนอนเฝ้าบ่อเกลือ เที่ยงคืนลุกลงไปตักน้ำเกลือ ไม่งั้นไม่ทันคนอื่น มีกระป๋องเล็กๆ ใช้ตะขอหย่อนลงไป ตักขึ้นมาทีละน้อย เทใส่คุ หาบนึงกว่าจะได้ก็ต้องตักสิบกระป๋องน้อย ตลิ่งมันสูงเดินหาบขึ้นลงบ่อเกลือกับตูบต้มเกลือ เอาน้ำเกลือมาเทใส่โบมเกลือ (รางไม้) ตักน้ำเกลือใส่กะทะ ใช้เวลาต้ม 4-5 ชั่วโมง คอยเติมน้ำเกลือไม่ให้แห้ง เมื่อมีเกลือผุดขึ้นขอบกะทะ ก็ตักเกลือออก เอาเกลือใส่ตะกร้าให้น้ำหยด พอแห้งจึงไปบรรจุ...           ...ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงทำ กลางคืนมีเพื่อนไปอยู่ด้วยกัน คนแก่คุยกัน นั่งเคี้ยวหมากนั่งเฝ้า มีหลานรุ่นอายุ10-13 ปี ไปช่วยงานและนอนเฝ้ากับยายม่อน ทุกเตาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหมด มีผู้ชายน้อยมาก ผู้ชายหาฟืนมาให้  ไม่นอนเฝ้าแล้ว เราต้องใส่ฟืนตลอดไม่ให้ดับ ต้มกันทั้งคืนทั้งวัน”            ยายคำภู ดวงอุปะ และ ยายคำผุน พรมใจ สองพี่น้องอายุ 73 ปี และ 62 ปี เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศการต้มเกลือสมัยครั้งยังเด็ก แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นความทรงจำอันอบอุ่นของพวกเธอ ผลลัพธ์ที่ได้จากการต้มเกลือไม่ใช่แค่ได้เครื่องปรุงรสสีขาวเนื้อละเอียด แต่มันสร้างพื้นที่ทางสังคมที่ผู้หญิงส่งต่อความรู้ เรื่องราว และเรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่น            ควันไฟจากเตาต้มที่ลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากตูบต้มเกลือหลายสิบหลัง ที่ปลูกเรียงรายบนตลิ่งใกล้บ่อเกลือกลางลำน้ำเหืองของ 28 ตระกูล ที่ได้รับสิทธิในการต้มเกลือ เนื่องจากเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเป็นผู้ช่วยขุดบ่อเกลือเมื่อตอนพบบ่อเกลือครั้งแรกเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ชาวบ้านจะเริ่มต้มตั้งแต่เดือนสามจนถึงก่อนสงกรานต์ มีการทำพิธีเลี้ยงบ่อก่อนเริ่มต้มด้วย              อย่างไรก็ดีชาวบ้านทยอยเลิกการต้มเกลือหลายระลอกตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ในหมู่บ้านเมื่อปี พ.ศ. 2522   ช่วงสงครามร่มเกล้า และการประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้ว ในปี พ.ศ. 2537 ที่ทำให้หาฟืนในป่ามาต้มเกลือผิดกฎหมาย รวมถึงเมื่อถนนหนทางสะดวก มีเกลือราคาถูกเข้ามาขายจากขอนแก่น            ผู้เขียน: ปณิตา สระวาสี นักวิชาการ กลุ่มงานคลังข้อมูลวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/122*หมายเหตุ*ข้อเขียนนี้มาจากการสัมภาษณ์ชาวบ้าน ระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อทำแผนที่เดินดินและประวัติชุมชน วันที่ 24-26 เมษายน 2562  และจากข้อมูลที่เก็บและจัดการสู่ระบบคลังข้อมูลชุมชน โดยคุณอิศรากรณ์  พลธรรม และคณะทำงานคลังข้อมูลชุมชนบ้านเหมืองแพร่ แม้บ้านเหมืองแพร่ จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่ประเทศไทย แต่สำคัญคือพวกเขาภาคภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมในหมู่บ้านของตัวเอง เกลือ” เป็นมรดกที่อาจดูไม่ได้มีมูลค่าในสายตาคนอื่น แต่สิ่งเล็กน้อยนั้นมีคุณค่าทางสังคมกับชุมชน พวกเขามีประวัติศาสตร์หมู่บ้านที่เชื่อมโยงอย่างสำคัญกับประวัติศาสตร์ระดับประเทศ  นอกเหนือจากความห่างไกลและความเค็ม พวกเขารู้ดีว่าหมู่บ้านตนเองยังมีของดีอีกมาก โปรดติดตามก้าวย่างพัฒนาต่อไปของพวกเขา

คลังข้อมูลชุมชน : ผลลัพธ์ที่มากกว่าข้อมูล

29 พ.ค. 2563

หากเป้าหมายของโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล คือการสนับสนุนให้ชุมชนเก็บข้อมูล จัดการ และจัดเก็บอย่างเป็นระบบ มีคุณภาพทั้งในเชิงเนื้อหาและไฟล์ดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถค้นคืน นำกลับมาใช้ใหม่ และแบ่งปันกับสาธารณะได้อย่างยั่งยืน ก็นับว่าปีที่ผ่านมาแต่ละชุมชนบรรลุวัตถุประสงค์นี้อย่างสวยงาม ทั้งนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไปอีก เราจะพบว่าชุมชนได้รับสิ่งที่มากกว่าข้อมูล และเลือกที่จะดำเนินโครงการต่อไปในปีที่สอง บทความนี้จึงขอนำการทำงานของห้าชุมชน จากโครงการคลังข้อมูลชุมชนรุ่นที่ 1 มาบอกเล่าและสะท้อนว่าพวกเขาได้อะไรบ้างตลอดช่วงเวลาการทำงานที่ผ่านมาการเก็บข้อมูล “โครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองเชียงแสน”รื้อฟื้น ส่งต่อ มรดกทางวัฒนธรรม            โครงการฟื้นฟู อนุรักษ์ มารู้จักทะแยมอญ ถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้เยาวชนและชาวบ้านในตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ได้รู้จักและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงทะแยมอญที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ทั้งภาษา บทร้อง เครื่องดนตรี นักแสดง เป็นต้น            เทียนฤทัย ทองใบอ่อน และปวีณ สาแหรกทอง ครูโรงเรียนวัดเจ็ดริ้วและทีมงานของโครงการฯ มองว่าการแสดงทะแยมอญในปัจจุบันอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญหาย เพราะในชุมชนเหลือนักแสดงและนักดนตรีอยู่น้อยมาก ในเบื้องต้นจึงอยากฝึกการแสดงให้เด็กรุ่นใหม่เพื่อให้พวกเขาและชาวบ้านได้รู้ว่าการแสดงลักษณะนี้ยังคงมีอยู่ นอกจากการเก็บข้อมูลการแสดงทะแยมอญแล้ว การมีโอกาสได้ใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลทางมานุษยวิทยา หรือ ชุมชน อย่างแผนที่เดินดินและปฏิทินชุมชน ยังได้ขยายองค์ความรู้ที่มีต่อชุมชนของตน จนได้ประวัติความเป็นมาและจุดเด่นอื่นๆ ของชุมชนเพิ่มขึ้น  ในด้านการจัดทำข้อมูลโครงการฯ นั้นค่อนข้างยาก เพราะแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลต่างก็มีชุดความทรงจำไม่เหมือนกัน แต่ก็มีข้อดีคือการได้ใช้ภาษามอญในการสื่อสารกับเหล่าผู้อาวุโสในชุมชน ทำให้ทีมงานได้รื้อฟื้นภาษามอญของตนเองไป           โครงการฟื้นฟู อนุรักษ์ มารู้จักทะแยมอญ              ณ บ้านดอยล้าน ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดทำโครงการศึกษานิทานและตำนานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู เพื่อรื้อฟื้นและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบนิทานพื้นบ้านที่สะท้อนมโนทัศน์ ความเชื่อ พิธีกรรม ปรากฏการณ์ทางสังคม และวิถีชีวิตของชาวลีซูโครงการศึกษานิทานและตำนานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูอะมีมะ แซ่จู หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงการทำงานในปีแรกว่านอกจากการเก็บข้อมูลนิทานจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในชุมชนแล้ว การลงพื้นที่เก็บข้อมูลชุมชนทำให้ทีมงานได้เห็นลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องของประชากรที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของที่ดินทำกิน ระหว่างการเดินสำรวจยังได้ทำความรู้จักกับผู้คนในหมู่บ้าน ได้รู้จักจุดสำคัญต่างๆ ของหมู่บ้านที่ตนเองอาจจะไม่เคยได้สังเกตมาก่อน ผู้อาวุโสมีความเห็นว่านิทานและตำนานพื้นบ้านที่อยู่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่อาจสูญหายไปหากไม่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ทุกวันนี้เวลาหลานสาวขอให้เล่านิทานหรือตำนานต่างๆ ให้ฟังก่อนนอน ก็จะนึกถึงนิทานที่เพื่อนๆ ร่วมแบ่งปันกันระหว่างร่วมโครงการฯ         ทั้งนี้ในปีที่ 2 ของการดำเนินงาน โครงการฯ ตั้งใจจะตีพิมพ์เผยแพร่นิทานสามภาษาคือ ไทย อังกฤษ และลีซู รวมทั้งจะจัดทำหนังสือนิทานสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อให้โรงเรียนบ้านดอยล้านใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้สังคมวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูต่อไปอาหารสานใจ            ในการทำงานเพื่อสืบสานอนุรักษ์ข้อมูลชุมชน ใช่ว่าจะมีเพียงการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเท่านั้น แต่ผู้อาวุโสสามารถมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ชุมชนไปยังคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน ซารีนา นุ่มจำนงค์ หัวหน้าโครงการอาหารสานใจ ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ มองว่าวัฒนธรรมมุสลิมในชุมชนสุ่มเสี่ยงต่อการสูญหายและไม่มีการสืบทอดต่อ โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมชุมชนก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันเท่าที่ควร ซารีนาจึงมีแนวคิดในการเชื่อมคนทั้งสองรุ่นเข้าด้วยกันโดยใช้อาหารเป็นสื่อ เริ่มต้นจากการให้เยาวชนในชุมชนเกือบ 100 คน มาศึกษาวิธีการทำ “หรุ่ม” ซึ่งในระหว่างนี้ พวกเขาจะได้สูตรอาหารควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ชุมชนด้านต่าง ๆ จากคำบอกเล่าของผู้แก่แม่เฒ่า ต่อมาจึงพัฒนาไปสู่การถ่ายวิดีโอลงโซเชียลมีเดีย จนทำให้มีเยาวชนทั้งภายในและภายนอกชุมชนสนใจโครงการฯ มากขึ้น ตลอดจนการทำอาหารชนิดอื่นที่ไม่ใช่หรุ่มชิ้นเล็กๆ แต่เป็นอาหารที่ต้องใช้แรงกายและแรงใจในการทำเป็นพิเศษจากคนในชุมชน เช่น การกวนข้าวอาซูรอ ที่ใช้เวลา ทำ 5-8 ชั่วโมง นำไปสู่กิจกรรมวันเดย์ฟู้ดที่จัดอย่างต่อเนื่องเพื่อสาธิตและจำหน่ายอาหาร            ทุกวันนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในชุมชนมัสยิดบางอ้อ เริ่มพูดคุยทักทาย มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กันและแสดงความห่วงใยระหว่างคนต่างวัยมากกว่าแต่ก่อน ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของโครงการอาหารสานใจโดยแท้จริงโครงการอาหารสานใจ ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯหลากประสบการณ์ หนึ่งเป้าหมาย            ประโยชน์ของการจัดทำฐานข้อมูลชุมชน นอกจากเราจะได้บันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเก็บไว้ในสื่อต่างๆ ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาในเชิงท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ในกระบวนการทำงานยังเป็นการเปิดพื้นที่เพื่อเชื่อมผู้คนต่างวัย ต่างอาชีพ ต่างประสบการณ์เข้าด้วยกัน เช่นโครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง ของชุมชนตลาดใต้ เทศบาลเมืองกันตัง  อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และ โครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเมืองเชียงแสน  อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย            โครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง มีเป้าหมายที่ต้องการเก็บสำรวจข้อมูลชุมชนจากเอกสารเก่า ภาพถ่ายเก่า และการบอกเล่า ตลอดจนจัดทำและจัดการข้อมูลวัดและวัตถุจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์วัดตรังคภูมิพุทธาวาส อันเป็นวัดสำคัญประจำชุมชน เนื่องจากคณะทำงานมาจากหลายภาคส่วน ทั้งชาวบ้านในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำทางศาสนา นักศึกษา เป็นต้น โดยมีนักศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้อบรมเครื่องมือการเก็บข้อมูล เช่น การทำผังเครือญาติ แผนที่เดินดิน และประวัติศาสตร์ชุมชน ให้กับนักเรียนในชุมชนเพื่อนำไปศึกษาความเป็นมาของตระกูลและชุมชน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการลงภาคสนามมาประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทุกภาคส่วนในชุมชน ด้านโครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองเชียงแสน มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่มีในท้องถิ่น ทั้งจากคำบอกเล่า บันทึก และภาพถ่าย เพื่อนำไปสู่การต่อยอดใช้ประโยชน์ด้าน  ต่างๆ ในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนต่างวัยที่มีทักษะหลากหลายมาช่วยกันขับเคลื่อนโครงการกลุ่มเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลจะทำหน้าที่เก็บ บันทึกข้อมูลชุมชนจากผู้ใหญ่และผู้อาวุโสของชุมชนด้วยสื่อที่ทันสมัย และจัดการข้อมูลตามแบบฟอร์ม ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูล แบ่งปันองค์ความรู้และอบรมการเก็บข้อมูลภาคสนามให้เด็กๆ  ช่วยคัดเลือกและตรวจสอบข้อมูล เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มผู้อาวุโสจะเป็นผู้ช่วยทบทวนข้อมูลต่างๆ อีกชั้นหนึ่งผ่านนิทรรศการภาพถ่ายเก่า ทั้งสองโครงการนี้จึงแสดงให้เห็นการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัวของคนสามกลุ่มวัยเพื่อเป้าหมายเดียวกัน   ผลลัพธ์ที่มากกว่าข้อมูลชุมชน            ตลอดหนึ่งปีแห่งการดำเนินงาน แต่ละโครงการต่างพึงพอใจในผลลัพธ์ของจุดมุ่งหมายหลักที่ตนวางไว้คือการได้มาซึ่งข้อมูลของชุมชนอันจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในมิติอื่นๆ ในอนาคต แต่ผลพลอยได้ที่พ่วงมากับการทำงาน คือ การได้รู้จักและเข้าใจชุมชนมากขึ้น รู้จักตัวตนมากขึ้น เห็นคุณค่าของชุมชนในด้านอื่นๆ มองเห็นความเปลี่ยนแปลง รื้อฟื้นสิ่งที่กำลังจะสูญหายกลับมาอีกครั้งเพื่อส่งต่อคนรุ่นหลัง ฯลฯ            นอกจากนี้ แต่ละโครงการยังเปิดพื้นที่ให้คนทุกเพศทุกวัย ต่างสาขาอาชีพ ได้มีโอกาสใช้ศักยภาพ ประสบการณ์ และทักษะความชำนาญที่แต่ละคนมี มาร่วมแบ่งปันและถ่ายทอดให้กับเพื่อนร่วมงาน ก่อให้เกิดการเรียนรู้กระบวนการทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปสู่วัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้ ตลอดจนก่อกำเนิดมิตรภาพใหม่ๆ ผ่านการพูดคุย ทำกิจกรรม ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดที่เคยเกิดขึ้นในชุมชน            จากตัวอย่างทั้งห้าชุมชนที่กล่าวมา คงเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนหนึ่งที่ค้นพบจากการทำงานเพียงหนึ่งปี ทั้งนี้ หากชุมชนดำเนินงานต่อเนื่องในระยะยาว เราคงจะได้เห็นผลลัพธ์จากการทำงานในแง่มุมอื่น รวมถึงเห็นการนำข้อมูลที่สะสมไว้ไปต่อยอดใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้น   แหล่งข้อมูล สัมภาษณ์ ทียนฤทัย ทองใบอ่อน และปวีณ สาแหรกทอง คณะทำงานโครงการฟื้นฟู อนุรักษ์ มารู้จักทะแยมอญ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครอะมีมะ แซ่จู หัวหน้าโครงการศึกษานิทานและตำนานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู บ้านดอยล้าน ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายซารีนา นุ่มจำนงค์ หัวหน้าโครงการอาหารสานใจ แห่งชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯปุญญิศา จิระศุภโชค นักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะทำงานโครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง ของชุมชนตลาดใต้ เทศบาลเมืองกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง  เอกสาร รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง ของชุมชนตลาดใต้ เทศบาลเมืองกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรังรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายผู้เขียน: ธันวดี สุขประเสริฐ นักวิชาการ กลุ่มงานคลังข้อมูล ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/120

เมื่อจีนบ้าน-บ้าน ..... ลุกขึ้นมาจัดการข้อมูล

9 มิ.ย. 2563

"ข้าพเจ้า เป็นคนปักษ์ใต้ มีเชื้อสายจีนปะปนในระดับที่พอจะสืบสาวได้ อันเนื่องมาจากนามสกุลที่ห้อยท้ายนั่นเอง เนื่องจากความใคร่รู้สมัยเด็ก พ่อและญาติฝั่งพ่อมักจะเล่าให้ฟังว่า “ปู่ทวดมาแต่เมือง” หมายถึงคนในรุ่นปู่ทวดอพยพมาจากเมืองจีน แต่งงานผสมผสานอยู่อาศัยร่วมกับชนพื้นเมืองแถบนครศรีธรรมราช จนสืบสายเทือกเถาเหล่ากอมาเป็นเราในปัจจุบัน"  มโนสำนึกเกี่ยวกับคนจีน            “จีน” ในมโนสำนึกของข้าพเจ้าสมัยเด็กมากับคำล้อเลียนจากบรรดาคนรอบข้าง อันเนื่องมาจากนามสกุล ที่ฟังอย่างไรก็ออกจะจีน ขณะเดียวกันด้วยผัสสะทางสายตาที่มองเห็นเพียงผิวคล้ำ กร้าน ผมหยักศก ผิดแผกจากคนไทยเชื้อสายจีนในตัวเมืองมากโข            “จีน” ที่ได้ทำความเข้าใจอีกวาระ คือตอนช่วงเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนระดับอำเภอ เมื่อชาวสวนรุ่นใหม่ในละแวกบ้านต่างเคลื่อนย้ายออกไปทำงาน “รับจ้างกรีดยางพาราที่นาบอน” เมื่อพวกเขากลับมาต่างเล่าเรื่องราวการไปทำงานใน “กงสี” ของชาวจีนนาบอน สวนยางกว้างขวาง สุดลูกตา ทอดยาวเป็นเนินลูกระนาดริมเทือกเขาเหมน  พวกเขาต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่ดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่อลงกรีดยางให้เสร็จในตอนเช้าและเก็บน้ำยางต่อในช่วงเช้า สำหรับนำมาทำยางแผ่นต่อให้เสร็จในช่วงบ่าย  หลังจากนั้นจึงได้เวลาพักผ่อน เพื่อทำงานในวันถัดไป  “ลูกจ้างสวนยาง”  เหล่านั้น ต่างสะท้อนถึงความแตกต่างของนายจ้างแต่ละราย  บางคนก็ใจดี ให้ข้าวสารมากินในแต่ละเดือน ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็นำอาหารการกินมาให้ลูกจ้าง             นั่นคือมโนสำนึกถึงคนจีนในช่วงวัยเด็กของข้าพเจ้า  เมื่อเติบใหญ่ ได้เรียนรู้ จึงเข้าใจว่าคนจีนมีหลายสาย หลายถิ่นที่ หลากภูมิภาค หลากเมือง อพยพเข้ามาหลายยุคสมัย หลายช่วงเวลาและหลายเหตุปัจจัย จนกระทั่งมาได้รู้จักกับลูกหลานชาวจีนจากนาบอน ที่สะท้อนภาพลักษณ์ตัวเองว่า เวลาไปไหนมาไหนมักถูกค่อนแคะเสมอว่าเธอนั้นเป็น “จีนบ้าน-บ้าน”จีนนาบอน จีนบ้าน-บ้าน“จีนนาบอน” สิรีธร ถาวรวงศา3 หรืออาจารย์เก๋ ลูกหลานชาวจีนฮกจิวจากนาบอน บอกกล่าวกับข้าพเจ้าถึงความคับข้องใจของเธอในแวดวงคนจีนว่า คนจีนนาบอนถูกเบียดขับ ว่าเป็นกลุ่มคนจีนชายขอบ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทำสวนยางพาราอยู่ในระบบเกษตรมากกว่าระบบเศรษฐกิจค้าขาย ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของเมือง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เบื้องหลังธุรกิจยางพาราของภาคใต้นั้นคือการจับมือกันระหว่างสองตระกูลใหญ่ของ “จีน บ้าน-บ้าน” จากนาบอน และ “จีนหาดใหญ่” ที่เชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มชาวจีนในประเทศมาเลเซีย จึงอาจกว่าวได้ว่า ธุรกิจยางพาราของภาคใต้นั้นอยู่ในเงื้อมมือของคนจีนในภูมิภาคทั้งสิ้น            “จีน บ้าน-บ้าน” ที่อาจารย์เก๋ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังด้วยความน้อยอกน้อยใจนั้นเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอขยับมาทำงานศึกษาคน-ชุมชนบ้านเกิด เมื่อเธอเข้ารับการศึกษาและขยับไปสู่การเป็นอาจารย์สาขาสังคมศึกษา และเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาประวัติศาสตร์  เธอเลือกที่จะศึกษารากเหง้าของตัวเอง นั่นคือ กลุ่มคนจีนนาบอน ที่เรียกตัวเองว่า “จีนฮกจิว”            ชาวจีนฮกจิว หรือ ชาวจีนฝูโจว เป็นคนจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย หากแต่พวกเขาเดินทางเข้ามาจากรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นที่เดินทางเข้ามาโดยเรือสำเภาเข้าสยามโดยตรง โดยชาวจีนฮกจิวกลุ่มนี้มีต้นทางจากเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เดิมทีนั้นอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองซีเทียวัน รัฐเประ  ประเทศมาเลเซีย เพื่อทำสวนยางพาราตามนโยบายของประเทศเจ้าอาณานิคมในยุคที่ประเทศมาเลเซียยังตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ            เมื่อรัฐสยามในขณะนั้นเปิดโอกาสให้ชาวจีนโพ้นทะเลสามารถจับจองที่รกร้างว่างเปล่าได้คนละประมาณ 50 ไร่  ราวปี พ.ศ. 2468  นายลิ่งจือล้อ นายฮวาลิง นายพ้างมิงอู้ และนายก่งกว่างจั๊ว ชาวจีนจากเมืองซีเทียวันกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสำรวจและจับจองพื้นที่ในชุมชนนาบอน หลังจากนั้นก็มีชาวจีนจากเมืองซีเทียวันทยอยเดินทางตามเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่นาบอนจำนวนมากขึ้น ๆ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวจีน ที่เข้ามาพัฒนาสวนยางพารา สร้างเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่ยึดโยงกับระบบเกษตรกรรมสวนยางพารา            การเข้ามาพัฒนาพื้นที่จากป่าเขาเป็นสวนยางพาราของเครือข่ายชาวจีน ทำให้ชุมชนนาบอนเป็นเมืองที่มั่งคั่งขึ้น มีเงินตราสะพัด มีงาน มีอาชีพให้ชาวสวนไร้ที่ดินเดินทางมาทำงานและตั้งรกรากจำนวนมาก  กระทั่งราวช่วงปี 2500 เป็นต้นมา ฐานเศรษฐกิจได้เริ่มได้ย้ายจากนาบอนไปยังทุ่งสง เนื่องจากการสร้างถนนเชื่อมระหว่างทุ่งสงกับนครศรีธรรมราช ที่เป็นจังหวัดในฝั่งอ่าวไทย และจังหวัดตรัง ที่เป็นจังหวัดในฝั่งอันดามัน แม้ว่านาบอนกับทุ่งสงจะอยู่ห่างกันไม่มากนัก แต่ก็ส่งผลให้ชุมชนนาบอนค่อย ๆ เงียบเหงาลงจนกลายเป็นเมืองปิด หากแต่ชาวจีนในท้องถิ่นก็ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ขาดหายไป อาจารย์เก๋เล่าว่า จากการเก็บข้อมูลร่วมกันคณะทำงานสะท้อนให้ฟังว่า คนจีนนาบอนในยุคก่อร่างสร้างตัวนั้นกินอยู่อย่างประหยัด อาหารการกินส่วนใหญ่ผลิตเอง ปลูกผักหมักซีอิ๊ว แปรรูปผลผลผลิตไว้กิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักที่สามารถปลูกได้ในสวนยาง ส่วนเนื้อสัตว์นั้นจะได้บริโภคเมื่อมีงานเทศกาล หรืองานมงคลเท่านั้น  เมื่อเริ่มสร้างฐานะ มีรายได้ มีกำลังในการจับจ่าย คนจีนนาบอนจึงเริ่มรื้อฟื้นอาหารตามวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา เกิดร้านอาหารในตลาด ที่มีเมนูอาหารจีนท้องถิ่นขาย มีร้านขายขนม ขายเส้นหมี่  ร้านน้ำชา และข้าวของเครื่องใช้ตามวัฒนธรรมอื่น ๆ ตามมาภาพที่ 1 แสดงภาพมุมสูงชุมชนนาบอน  ตำบลนาบอน อำเภอนาบอนจังหวัดนครศรีธรรมราช  มีเขาเหมนเป็นฉากหลัง มีสวนยางพารากว้างสุดล้อมรอบพื้นที่ชุมชน วันที่ถ่ายภาพ  1 เมษายน 2562  ถ่ายภาพโดย นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วอาหารคนจีนนาบอน            ชุมชนนาบอน ได้เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในปีงบประมาณ 2563  โดยมีอาจารย์เก๋ ทำหน้าที่ในการจัดการจัดเก็บข้อมูล มีคุณลุงคุณป้า อาปะ อาก๊อ และคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญของการจัดทำข้อมูลของชุมชนเป็นคณะทำงานช่วยกันให้ข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลร่วมกัน โดยคณะทำงานเลือกที่จะทำการศึกษาชุมชนจีนฮกจิวในมิติของอาหารเป็นสำคัญ   เรื่องราวที่อาจารย์เก๋ และคณะทำงานได้จัดเก็บและบันทึกไว้ในการทำงานโครงการนี้ สะท้อนให้ข้าพเจ้าเห็นมิติใหม่ของชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสน้อยมาก เนื่องจากเป็นชาวจีนกลุ่มย่อยในระบบสังคมจีนในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม ชาวจีนกลุ่มนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอย่างเรื่องอาหาร ที่อาจารย์เก๋และคณะพยายามเข้าไปจัดเก็บ และจัดการข้อมูลไว้เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลัง            เธอสะท้อนว่า เมื่อเราทำข้อมูลเรื่องอาหาร  หลายเมนู หลายชนิดของอาหาร เกิดการปรับตัว ปรับสูตรให้เข้ากับท้องถิ่นภาคใต้  มีหลายเมนูที่เจ้าของสูตรหวงแหนไม่ยินยอมเปิดเผย เนื่องจากเป็นข้อมูลทางการค้า  แต่ก็มีบุคคลท่านหนึ่ง ที่ยินดีเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ตามที่ท่านมีทักษะและประสบการณ์  นั่นคือ คุณลุงสว่าง ตันติพิสิทธิ์  หรือ “โกหว่าง” พ่อครัวโต๊ะจีนของชุมชนภาพที่ 2 โกหว่าง หรือ นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์  พ่อครัวโต๊ะจีนในชุมชน ผู้ยินดีถ่ายทอดความรู้ที่มีแก้ผู้สนใจอาหารโต๊ะจีน  เป็นชาวจีนฮกจิวรุ่นที่สองที่เกิดและเติบในชุมชนนาบอน วันที่ถ่ายภาพ  1 เมษายน 2562 ถ่ายภาพโดย นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วบันทึกจากรายงานความก้าวหน้าของโครงการวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว ชุมชนนาบอน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แสดงให้เราเห็นถึงอาหารจีนฮกจิวในมิติวัฒนธรรมไว้สองด้าน ได้แก่ อาหารในชีวิตประจำวัน และอาหารในพิธีกรรม            จากรายงาน มีข้อมูลที่ได้ทำการสัมภาษณ์โกหว่าง รวมถึงบุคคลแวดล้อมอื่น ๆ ผนวกกับประสบการณ์ชีวิตของอาจารย์เก๋เอง ที่ดำรงตนอยู่ในสังคมชาวจีนฮกจิว  สะท้อนว่า อาหารท้องถิ่นของชาวจีนฮกจิวนั้นยังคงมีการผลิตและบริโภคกันในชีวิตประจำวัน หากแต่เปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปมากโข จากเดิมที่บางชนิดทำแต่บริโภคในครัวเรือน เปลี่ยนมาทำทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและขายให้กับคนอื่น ๆ ในชุมชน  การใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน และการใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติในบางประเภท  หากแต่ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบที่ครบถ้วนตามหลักการบริโภคตามที่สืบทอดกันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษ           เมนูหลักของชุมชนดูจะไม่พ้นอาหารประเภทเส้น  โดยเฉพาะเส้นหมี่เหลือง เป็นเส้นหมี่ที่เลื่องชื่อของนาบอน ผลิตมาจากแป้งสาลีตามกระบวนการของชาวจีนฮกจิว ใด้เส้นหมี่เหลือง มีขนาดใหญ่ กลม อวบนุ่ม นิยมนำมาผัดเป็นหลัก ปัจจุบันในชุมชนยังมีผู้ผลิตเส้นหมี่เหลืองอยู่ สามารถหาซื้อได้จากร้านเฉินซังไท้ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับศาลเจ้าฮกกั้วเก็ง            นอกจากเส้นหมี่เหลืองแล้ว ชาวจีนฮกจิวยังผลิตเครื่องปรุงเฉพาะอย่างสำหรับการประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน  เช่นน้ำส้มสายชูหมักที่ทำมาจากข้าวเหนียวหมักกับยีสต์  เหล้าจีน กากเหล้าจีน  อันเป็นเครื่องชูรสในหลากหลายเมนูทั้งการบริโภคในครัวเรือน การทำอาหารเหลาสำหรับโต๊ะจีน และการขายให้เพื่อนบ้านในชุมชน รวมถึงลูกหลานชาวจีนฮกจิวที่อพยพโยกย้ายไปตั้งรกรากในชุมชนอื่น            นอกจากนี้ยังมีขนมกินเล่นต่างๆ เช่น ขนมก่งเปียว/จิ่วตุงเปียง  ขนมอูลี้งู ขนมแหล่เปี้ยง ขนมเหล่านี้แต่ละบ้านมีสูตรและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย หากแต่วัตถุดิบหลักไม่ต่างกันมากนักภาพที่ 3  เส้นหมี่เหลืองรอจำหน่าย ที่ร้านเฉินทังไท้ วันที่ถ่ายภาพ 1 เมษายน 2562 ผู้ถ่ายภาพ นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วภาพที่ 4  ผัดหมี่นาบอน ปรุงโดยพ่อครัวร้านบัวแก้ว ร้านอาหารในชุมชนที่ปรุงอาหารจีนฮกจิวจำหน่าย วันที่ถ่ายภาพ 1 เมษายน 2562 ผู้ถ่ายภาพ นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วสำหรับข้าพเจ้านั้น เมื่อพูดถึงอาหารจีนนาบอน ผัดหมี่เหลือง หรือผัดหมี่นาบอนยังคงตราตรึงอยู่ในรสสัมผัส นับตั้งแต่วัยเด็กที่ได้เคยลิ้มรส สัมผัสถึงความนุ่ม  อวบ เต็มปากเต็มคำนั้น  นานวันกว่ายี่สิบปีจึงได้กลับมาลิ้มลองหมี่นาบอนอีกครา เมื่อได้ลงพื้นที่ชุมชนนาบอนในโครงการนี้นั่นเอง  ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมอาหารที่มีคุ้นเคยเหล่านี้ผ่าน เครื่องปรุงที่หลากหลาย รสชาดอาหารไม่คุ้นปาก เมนูอาหารที่แปลกตา และ วัฒนธรรมการบริโภคแบบคนจีน            อาหารในพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิว ที่คณะทำงานได้บันทึกไว้นั้นเป็นอาหารในพิธีแต่งงานและอาหารในงานศพ โดยอาหารในพิธีแต่งงานนั้นเป็นเมนูโต๊ะจีนที่โกหว่างมีความเชี่ยวชาญ ในเอกสารได้บันทึกไว้ว่า อาหารโต๊ะจีนนั้นต้องมีจำนวนรายการที่ 7 หรือ 9 อย่างเพื่อความเป็นมงคล โดยเน้นที่อาหารทะเล เนื่องจากพื้นเพเดิมของชาวจีนฮกจิวมาจากภูมิภาคทะเลนั่นเอง            ขณะที่อาหารในงานศพนั้นมีสองส่วนคือ ส่วนของการจัดเลี้ยงที่เป็นอาหารทั่วไปตามท้องถิ่นนิยม และอาหารสำหรับการเซ่นไหว้ ที่เน้นไก่ หมู หมี่ ใข่ และผลไม้            ในส่วนนี้สำหรับข้าพเจ้าที่เคยไปงานของเพื่อนชาวจีนเห็นว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักระหว่างชาวจีนกลุ่มอื่นกับชาวจีนฮกจิวที่นาบอน  หากแต่ความต่างคือ การให้ความหมายของอาหารแต่ละชนิด การจัดเตรียมและจัดการอาหารสำหรับการทำพิธีกรรม และการประกอบพิธีกรรม ซึ่งแตกต่างกันบ้างในเชิงรายละเอียดปลีกย่อย            จากจีน บ้าน-บ้าน ตามที่อาจารย์เก๋ เคยเปรยในเชิงน้อยอกน้อยใจในการถูกเบียดขับทางสังคมจากชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศนั้น  เมื่อเข้าร่วมโครงการ และได้สืบค้นข้อมูลของชุมชน  เรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ เรื่องราวการต่อสู้ต่อรอง สร้างตัวตนของชาวจีนฮกจิวที่บานอน ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจชาวจีนนาบอนมากขึ้น  และหวังใจว่า เมื่อข้อมูลของชุมชนได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง เรื่องราวทางสังคม ประวัติศาสตร์ อาหาร และจิตวิญญาณของจีนบ้าน-บ้าน ที่นาบอนจะสร้างความเข้าอกเข้าใจแก่คนในสังคมมากยิ่งขึ้น            ท้ายสุดแล้ว ข้าพเจ้าในฐานะที่มีสายเลือดความเป็น “จีน” เพียงเศษเสี้ยว อดอิจฉาอาจารย์เก๋ คณะทำงาน และชาวจีนฮกจิวชุมชนนาบอนไม่ได้ ที่ได้มีโอกาสในการสืบสาวราวเรื่องของตนเอง เพื่อจัดทำ จัดเก็บข้อมูลไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้ลูกหลานสืบไปเชิงอรรถ(1)  เก็บความจากประสบการณ์การสัมพันธ์กับกลุ่มคนจีน ตั้งแต่เยาว์วัย จวบจนได้เข้ามาทำงานด้านชาติพันธุ์ และดูแลโครงการ วัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิวชุมชนนาบอน  ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน  จังหวัดนครศรีธรรมราช (2) อาจารย์ สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาผู้เขียน: ศิราพร แป๊ะเส็ง นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/124?fbclid=IwAR1rCcWrY58kAIzowFwkwiJtSdbq7x5pGe2Kub4v7R_De6m7-tEZGg3cjZE