รวมทั้งหมด 0 ไฟล์

รวมทั้งหมด 0 ชุมชน

ข่าวสารชุมชน

คลังข้อมูลชุมชน: “จุดเริ่มต้น” ของการ “จัดเก็บ-จัดการ-ใช้ประโยชน์” จากข้อมูลชุมชน

22 พ.ค. 2563

"คลังข้อมูลชุมชน" เป็นเรื่องราวของชุดสะสม (collection) ของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรืออาจต่างพื้นที่กัน ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล ในการรวบรวม จัดการและดูแลข้อมูล (data curation) ที่กลุ่มคนเหล่านี้มีความสนใจ (interest) มีความสัมพันธ์ (relationship) มีการกระทำระหว่างกัน (interaction) มีความรู้สึก (sense) หรือมีพื้นฐานชีวิต (pattern of life) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ จัดเก็บ-จัดการและดูแล-ใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนอย่างเหมาะสมและยั่งยืน แผนที่เดินดิน“โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ คือ            1. แสวงหา-สร้าง-ประสาน-ทำงานร่วมกับเครือข่ายข้อมูล            2. ศึกษา-พัฒนากระบวนการจัดการและดูแลข้อมูลชุมชน            3. พัฒนา-เชื่อมโยงข้อมูลชุมชนผ่านระบบคลังข้อมูลชุมชน            4. เสริมสร้างความเข้มแข็ง-ใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชน            บทความนี้ เป็นการบอกเล่าถึงที่มาของโครงการคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล และกระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงนำเสนอตัวอย่างเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชนที่กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ ซึ่งจะพร้อมให้บริการได้ประมาณเดือนตุลาคม 2563นิยาม ขอบเขต และเป้าหมาย            เมื่อเริ่มวางแผนดำเนินโครงการ คณะทำงานมีข้อถกเถียงว่า “ข้อมูลประเภทใดบ้างที่ควรจัดเก็บเข้าสู่คลังข้อมูลชุมชน ข้อมูลที่เก็บมาแล้วจะมีวิธีจัดการและดูแลอย่างไร ชุมชนใดบ้างเป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับการร่วมงาน” หรือแม้แต่คำถามที่เรียบง่ายแต่กลับท้าทายคณะทำงานว่า “จะกำหนดนิยามและขอบเขตของคลังข้อมูลชุมชนอย่างไร” สุดท้ายแล้ว ภายใต้การผสมผสานแนวคิดหลายรูปแบบ (1)  และประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชนของศูนย์ฯ  รวมทั้งคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการทำงานที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นหลัก คณะทำงานเลือกที่จะกำหนดนิยามและขอบเขตของคลังข้อมูลชุมชนไว้ว่าเป็น “เรื่องราวของชุดสะสม (collection) ของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรืออาจต่างพื้นที่กัน ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล ในการรวบรวม จัดการและดูแลข้อมูล (data curation) ที่กลุ่มคนเหล่านี้มีความสนใจ (interest) มีความสัมพันธ์ (relationship) มีการกระทำระหว่างกัน (interaction) มีความรู้สึก (sense) หรือมีพื้นฐานชีวิต (pattern of life) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ‘จัดเก็บ-จัดการและดูแล-ใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนอย่างเหมาะสมและยั่งยืน’”            ด้วยเหตุนี้ ชุมชนจึงมีอิสระในการเลือกข้อมูลที่จะจัดเก็บ และนำเสนอสู่สาธารณะได้ด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและสนับสนุนของศูนย์ฯ ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ที่ช่วยถ่ายทอดความรู้ในการจัดเก็บ จัดการและดูแลข้อมูล และออกแบบระบบบริหารจัดการข้อมูลชุมชนที่ได้มา เพื่อเก็บรักษาและนำเสนอผ่านเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน รวมถึงสนับสนุนให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่จัดเก็บมาตามความต้องการของชุมชนอย่างเหมาะสม“วงจรชีวิตข้อมูลชุมชน” เครื่องมือในการจัดการข้อมูลชุมชน            “วงจรชีวิตข้อมูลชุมชน” ออกแบบเพื่อให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานร่วมกัน การดำเนินงานไปเป็นอย่างมีแบบแผน และมีเป้าหมายในแต่ละขั้นตอน เป็นการสร้างภาพจำลองการไหลเวียนของข้อมูลชุมชนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด พร้อมกับแนะนำแนวทางการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ข้อมูลชุมชนที่เกิดขึ้นสามารถเข้าถึง ใช้ และใช้ซ้ำได้อย่างยั่งยืน รวมถึงนำเสนอบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในแต่ขั้นตอน และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละระดับ ทั้งนี้ วงจรชีวิตข้อมูลชุมชนสามารถแบ่งได้เป็นสามส่วน ดังนี้วงจรชีวิตข้อมูลชุมชนส่วนแรก พื้นที่สี่เหลี่ยมด้านนอก หมายถึง “กลไกในการขับเคลื่อน” เพื่อให้เกิดการดูแลและรักษาข้อมูลตามวงจรชีวิต ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ            1. ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อมูลที่ชุมชนมีแผนจะจัดเก็บ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่ได้รับการบันทึกไว้แล้วในวัสดุที่จับต้องได้ (ภาพถ่าย สมุด ใบลาน ฯลฯ) และจับต้องมิได้ (ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ) หรือเรื่องเล่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (ประวัติศาสตร์บอกเล่า) ซึ่งยังมิได้รับการบันทึกไว้            2. การจัดการและดูแลรักษา (Curation) หมายถึง กิจกรรมการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลตามวงชีวิตข้อมูลชุมชนที่จะเกิดขึ้น           3. เครือข่าย (Network) หมายถึง ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมจัดทำคลังข้อมูลชุมชน เช่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) สถาบันการศึกษา หน่วยงานในพื้นที่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมกิจกรรม องค์การบริหารส่วนตำบล วัฒนธรรมจังหวัด            4. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูล (Stakeholders) หมายถึง ผู้ให้ข้อมูล เจ้าของข้อมูล ทายาทเจ้าของข้อมูล ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับข้อมูลที่ชุมชนมีแผนกำลังจะจัดเก็บ สามารถเป็นได้ทั้งบุคคลภายในและภายนอกชุมชน ส่วนที่สอง วงกลม 5 วงที่ร้อยเรียงกัน หมายถึง “กิจกรรมดูแลและรักษาข้อมูล” เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นสามารถเข้าถึง-ใช้-ใช้ซ้ำได้อย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย 5 กิจกรรม ดังนี้            1. การวางแผนก่อนเริ่มโครงการ (Planning)  เพื่อวางแผนการทำงานเบื้องต้นทั้งหมดก่อนเริ่มโครงการ โดยพิจารณาในแง่ของยุทธศาสตร์ และขั้นตอนการดำเนินงานที่ควรมี เพื่อให้โครงการบรรลุตามเป้าหมายวางไว้  โดยอาศัยขั้นตอนการจัดการและดูแลวงจรชีวิตข้อมูลชุมชน เป็นเงื่อนไขในการวางแผนการทำงาน และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการ            2. วิธีการให้ได้มาซึ่งข้อมูล (Getting)  เพื่อกำหนดวิธีการที่เหมาะสมในการได้มาซึ่งข้อมูล โดยมีเนื้อหาครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิทธิ์ในข้อมูล ทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรม การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้างและบันทึกข้อมูล และการกำหนดโครงสร้างและวิธีการใช้งานข้อมูลให้สอดคล้องไปกับวงจรชีวิตข้อมูล 3. การคัดเลือก การจัดทำรายการ และตรวจสอบข้อมูลที่ได้มา (Appraise, Cataloging, and Checking)  กิจกรรมสำคัญที่ควรเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ คือ “การพัฒนาหลักเกณฑ์ในการประเมินและคัดเลือกข้อมูลที่จะนำเข้าคลังเก็บข้อมูลชุมชน” จากนั้น จึงเป็นการจัดทำรายการข้อมูลและตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล ทั้งในเชิงเนื้อหาและคุณภาพของไฟล์ข้อมูล ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการนำเข้าและอธิบายในลำดับต่อไป           4. การนำเข้าและอธิบายข้อมูลในระบบ (Ingesting and Describing)  เพื่อนำเข้าข้อมูลชุมชนที่ได้รับการประเมินและคัดเลือกแล้วเข้าสู่คลังเก็บข้อมูลชุมชน (Community Drive-CD) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บและสงวนรักษาข้อมูลในระยะยาว จากนั้น จึงเป็นการสังเคราะห์และสร้างชุดข้อมูล (data set) ในระบบบริหารจัดการข้อมูลชุมชน (Content Management System-CMS) พร้อมทั้งให้คำอธิบายตามโครงสร้างที่กำหนดไว้  โดยศูนย์ฯ จะเป็นผู้อบรมวิธีการใช้งานระบบคลังข้อมูลชุมชนให้กับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ            5. การแบ่งปัน (Sharing) ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมายและผู้ที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการและดูแลวงจรชีวิตข้อมูลชุมชน คือ การกำหนดรูปแบบการเข้าถึง ใช้งาน และนำข้อมูลกลับไปใช้ใหม่ให้ผู้ใช้บริการรับทราบ ทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรม รวมถึงแสวงหาแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุดนี้อย่างเหมาะสมร่วมกันกับชุมชนและผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล            ส่วนที่สาม วงกลมสองวงที่ซ้อนกัน หมายถึง “ข้อมูลชุมชน” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ            1. ข้อมูลทั่วไป หมายถึง ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือศึกษาข้อมูลชุมชน คือ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน หรืออาจเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการทำงานของแต่ละชุมชน            2. ข้อมูลเฉพาะ หรือองค์ความรู้ท้องถิ่น หมายถึง ข้อมูลที่ชุมชนได้คัดเลือกและสังเคราะห์ขึ้นมาแล้วว่า “ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญต่อชุมชน และสามารถสื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ หรือวิถีชีวิตชุมชนของตนได้” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อมูลที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หรืออาจเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะของชุมชน ความทรงจำส่วนบุคคล เช่น วิธีการผลิตและใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน คติในการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ เครื่องมือจับปลาที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ ประเพณีหรือพิธีกรรมที่จัดขึ้นภายใต้ความเชื่อที่เป็นลักษณะเฉพาะกลุ่ม2 ปี 2 รุ่น 24 ชุมชน            ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (2561-2562) มีชุมชนสนใจเข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล 24 ชุมชน แต่ละชุมชนต่างมีความสนใจที่จะจัดเก็บ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนของตนเองในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป เช่น วัตถุทางวัฒนธรรม ภาพถ่ายเก่า อาหารประจำชุมชน การแสดงทางวัฒนธรรม  ตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับชุมชน ประเพณีและพิธีกรรม อย่างไรก็ดี เพื่อให้แต่ละชุมชนมีความรู้ และเครื่องมือในการเก็บและจัดการข้อมูลชุมชนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ศูนย์ฯ ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “พื้นฐานการจัดการข้อมูลชุมชน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำความรู้และทักษะไปดำเนินการเก็บและจัดการข้อมูลชุมชนของตนเอง เนื้อหาสำคัญของการฝึกอบรม 4 ส่วน ดังนี้            1. ภาคทฤษฎี - เพื่ออธิบายแนวคิดและขอบเขตของคลังข้อมูลชุมชน            2. ภาคปฏิบัติ 1 (ในห้องเรียน) – เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการเก็บและจัดการข้อมูลชุมชน ผ่านกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรม คือ ทดลองจัดกลุ่มของกินของใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ยา อุปกรณ์สำนักงาน ขนมและอาหารสำเร็จรูป ภาพถ่ายเก่า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีพื้นฐานในการจัดหมวดหมู่สิ่งของ ฝึกทดลองทำแผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติชุมชนจากความทรงจำ 3. ภาคปฏิบัติ 2 (ลงพื้นที่ภาคสนาม) เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะทางกายภาพของชุมชน และสัมภาษณ์ผู้อาวุโสของชุมชน พร้อมกับนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติชุมชน            4. การเขียนรายงาน - เพื่ออธิบายแนวทางการเขียนรายงานสรุปผลโครงการที่ชุมชนจะต้องส่งให้ศูนย์ฯระบบคลังข้อมูลชุมชน            โครงการคลังข้อมูลชุมชนฯ มิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่การเก็บข้อมูลชุมชนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลที่ได้มาด้วย เพื่อให้เข้าถึง ใช้ และใช้ซ้ำข้อมูลได้อย่างยั่งยืน โดยมีระบบคลังข้อมูลชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสงวนรักษาและเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ เครื่องมือชิ้นนี้ถูกออกแบบขึ้นให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตข้อมูลชุมชนที่เกิดขึ้นมีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ดังนี้ขั้นตอนการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลเพื่อนำเข้าระบบคลังข้อมูลชุมชน1. การจัดทำรายการข้อมูล – เพื่อจัดกลุ่มข้อมูลเบื้องต้นตามประเด็นการเก็บข้อมูลของชุมชนก่อนนำเข้าระบบ            2. คลังเก็บข้อมูลชุมชน – เพื่อนำเข้าข้อมูลชุมชนที่ได้รับการประเมินและคัดเลือกแล้วว่าจะเก็บรักษาระยะยาวเข้าสู่ระบบ ออกแบบให้มีลักษณะการทำงานคล้ายกับระบบ One Drive โดยมีวัตถุประสงค์ให้ชุมชนมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้อย่างถาวร ด้วยการสร้างแฟ้ม (folder) ตั้งชื่อแฟ้ม และนำเข้าข้อมูลได้ด้วยตนเอง พร้อมกับให้คำอธิบายรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้น เช่น ชื่อเรื่อง ผู้สร้างสรรค์ คำอธิบาย           3. ระบบบริหารจัดการเนื้อหาข้อมูลชุมชน – เพื่อสร้างระเบียนข้อมูล (record) ด้วยการเลือกไฟล์ประกอบจากระบบคลังเก็บข้อมูลชุมชน ใน 1 ระเบียนข้อมูล ชุมชนสามารถแนบได้ทั้งไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์เสียง หรือไฟล์เอกสาร จากนั้น จึงเป็นการให้คำอธิบายระเบียนข้อมูลที่ดัดแปลงจากชุดมาตรฐานการให้รายละเอียดข้อมูล Dublin Core Metadataที่ได้มีการดัดแปลงและเพิ่มส่วนขยาย (qualified) ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและบริบทข้อมูลของสังคมไทย (2)            4. เว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน (Website) - เพื่อเผยแพร่ข้อมูลชุมชนผ่านระบบ www เว็บไซต์นี้มีลักษณะเป็นเหมือนเว็บท่า (portal) ที่รวมชุมชนย่อยต่างๆ (micro site) เข้าไว้ด้วยกันภายใต้ชื่อ “คลังข้อมูลชุมชน” โดยที่แต่ละชุมชนจะมีหน้าเว็บเพจและมีสิทธิ์ในการบริหารจัดการข้อมูลภายในชุมชนตนเองได้อย่างอิสระ สามารถเลือกที่จะซ่อน หรือนำเสนอข้อมูลได้ตามความต้องการของชุมชน โดยมีศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบในภาพรวม (Super admin) ทั้งนี้ เว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชนมีวิธีการเข้าถึง และสืบค้นข้อมูลผ่านทางชื่อชุมชน (3)  รูปแบบข้อมูล (4)  และหมวดของข้อมูล (5)ตัวอย่างเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน ซึ่งจะพร้อมให้บริการประมาณเดือนตุลาคม 2563แม้ว่าศูนย์ฯ จะได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมพื้นฐานการจัดการข้อมูลให้กับชุมชนไปแล้วถึง 24 ชุมชน แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ ปัญหาการสูญหายของข้อมูลตามกาลเวลา ซึ่งอาจจะเกิดจากการเสียชีวิตของผู้ให้ข้อมูล การเสื่อมสภาพของวัสดุที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล หรือปัญหาการช่วงชิงภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากบุคคลภายนอกที่หลายชุมชนกำลังเผชิญอยู่ จึงยังถือว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากวงจรชีวิตข้อมูลชุมชน การดำเนินงานของโครงการฯ ยังดำเนินการไปได้เพียง 4 จาก 5 ขั้นตอนเท่านั้น โดยยังขาดขั้นตอนสำคัญ คือ “การแบ่งปัน” ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ศูนย์ฯ คาดหวังให้เกิดขึ้น เพื่อให้ชุมชนสามารถยืนหยัด และใช้ประโยชน์จากสมบัติทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน            ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2563  ศูนย์ฯ จึงมีแผนที่จะจัดกิจกรรม “รวมรุ่น” ระหว่างชุมชนรุ่นที่ 1 และ 2  เพื่อเปิดโอกาสชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แบ่งปันข้อมูลและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่พวกเขาได้รวบรวมและจัดการมาแล้วแก่บุคคลทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนากึ่งวิชาการเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 24 ชุมชน ได้มีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนปัญหาที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน พร้อมกับถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา เพื่อนำข้อคิดเห็นที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าได้จาก “Facebook: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC”  และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)บรรณานุกรม Bastian, J. A., & Alexander, B. (2009). Community Archives: the Shaping of Memory. London: Facet Publishing. DCC. (n.d.). DCC Curation Lifecycle Model. Retrieved January 20, 2020, from http://www.dcc.ac.uk/resources/curation-lifecycle-model Flinn, A. (2007, October). Community Histories, Community Archives: Some Opportunities and Challenges. Journal of the Society of Archivists, 28(2), 151-176. Latimer, J. (2006, June 3). What is a community archive? Retrieved from Community Archives and Heritage Group: https://www.communityarchives.org.uk/content/about/what-is-a-community-archive SHN. (n.d.). Digital Stewardship Curriculum Page. Retrieved January 12, 2020, from https://sustainableheritagenetwork.org/digital-stewardship-curriculum-page โกมาตร จึงเสถียร์ทรัพย์, คณิศร เต็งรัง, ราตรี ปิ่นแก้ว, และ วรัญญา เพ็ชรคง. (2555). วิถีชุมชน เครื่องมือ 7 ชิ้น ที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และสนุก (พิมพ์ครั้งที่ 10). นนทบุรี: สำนักพิมพ์สุขศาลา. ศมส. (2562). พื้นฐานการจัดการข้อมูลชุมชน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).เชิงอรรถ(1) แนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการร่างแผนการดำเนินงานโครงการคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล คือ 1) จดหมายเหตุชุมชน (Community archive) 2) การจัดการและดูแลรักษาข้อมูลตามวงจรชีวิต (Data curation life cycle model) 3) การบริหารจัดการข้อมูล (Digital Stewardship)   4) วิถีชุมชน เครื่องมือ 7 ชิ้น ที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผลสนุก 5) สิทธิทางวัฒนธรรม (Culture and rights); ดู รายละเอียดเพิ่มเติมจากบรรณานุกรม (2) Dublin Core Metadata Element Set เป็นมาตรฐานการให้รายละเอียดทรัพยากรดิจิทัลที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล ประกอบไปด้วยแกนข้อมูลหลัก (core elements) 15 แกน และส่วนขยาย (qualified) เช่น ชื่อเรื่อง (Title) คำอธิบาย (Description) ขอบเขต (Coverage) อย่างไรก็ดี ในส่วนของการออกแบบโครงสร้างข้อมูลของเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน คณะทำงานได้ดัดแปลงและเพิ่มส่วนขยายอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อความเหมาะสมในการอธิบายข้อมูลที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมไทย และคำนึงถึงสิทธิในการเป็นเจ้าของของชุมชน เช่น ข้อกำหนดการใช้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม          (Traditional knowledge license) ชุดรายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ (Informant set) ชุดเอกสารอ้างอิง (Reference set) (3) เป็นการสืบค้นชุมชนผ่านทางแผนที่ 4 (4) รูปแบบ คือ ภาพนิ่ง (Still image) ภาพเคลื่อนไหว (Moving image) เสียง (Sound) และเอกสาร (Document)  (5) 7 หมวด คือ วัตถุทางวัฒนธรรม (Cultural material) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Traditional Knowledges-TKs) การแสดงออกทางวัฒนธรรม (Traditional Cultural Expressions-TCEs) ประวัติศาสตร์ชุมชน (Community’s history) เหตุการณ์ (Event) สถานที่ (Place) และบุคคล (People)ผู้เขียน: สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/118

เมื่อจีนบ้าน-บ้าน ..... ลุกขึ้นมาจัดการข้อมูล

9 มิ.ย. 2563

"ข้าพเจ้า เป็นคนปักษ์ใต้ มีเชื้อสายจีนปะปนในระดับที่พอจะสืบสาวได้ อันเนื่องมาจากนามสกุลที่ห้อยท้ายนั่นเอง เนื่องจากความใคร่รู้สมัยเด็ก พ่อและญาติฝั่งพ่อมักจะเล่าให้ฟังว่า “ปู่ทวดมาแต่เมือง” หมายถึงคนในรุ่นปู่ทวดอพยพมาจากเมืองจีน แต่งงานผสมผสานอยู่อาศัยร่วมกับชนพื้นเมืองแถบนครศรีธรรมราช จนสืบสายเทือกเถาเหล่ากอมาเป็นเราในปัจจุบัน"  มโนสำนึกเกี่ยวกับคนจีน            “จีน” ในมโนสำนึกของข้าพเจ้าสมัยเด็กมากับคำล้อเลียนจากบรรดาคนรอบข้าง อันเนื่องมาจากนามสกุล ที่ฟังอย่างไรก็ออกจะจีน ขณะเดียวกันด้วยผัสสะทางสายตาที่มองเห็นเพียงผิวคล้ำ กร้าน ผมหยักศก ผิดแผกจากคนไทยเชื้อสายจีนในตัวเมืองมากโข            “จีน” ที่ได้ทำความเข้าใจอีกวาระ คือตอนช่วงเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนระดับอำเภอ เมื่อชาวสวนรุ่นใหม่ในละแวกบ้านต่างเคลื่อนย้ายออกไปทำงาน “รับจ้างกรีดยางพาราที่นาบอน” เมื่อพวกเขากลับมาต่างเล่าเรื่องราวการไปทำงานใน “กงสี” ของชาวจีนนาบอน สวนยางกว้างขวาง สุดลูกตา ทอดยาวเป็นเนินลูกระนาดริมเทือกเขาเหมน  พวกเขาต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่ดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่อลงกรีดยางให้เสร็จในตอนเช้าและเก็บน้ำยางต่อในช่วงเช้า สำหรับนำมาทำยางแผ่นต่อให้เสร็จในช่วงบ่าย  หลังจากนั้นจึงได้เวลาพักผ่อน เพื่อทำงานในวันถัดไป  “ลูกจ้างสวนยาง”  เหล่านั้น ต่างสะท้อนถึงความแตกต่างของนายจ้างแต่ละราย  บางคนก็ใจดี ให้ข้าวสารมากินในแต่ละเดือน ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็นำอาหารการกินมาให้ลูกจ้าง             นั่นคือมโนสำนึกถึงคนจีนในช่วงวัยเด็กของข้าพเจ้า  เมื่อเติบใหญ่ ได้เรียนรู้ จึงเข้าใจว่าคนจีนมีหลายสาย หลายถิ่นที่ หลากภูมิภาค หลากเมือง อพยพเข้ามาหลายยุคสมัย หลายช่วงเวลาและหลายเหตุปัจจัย จนกระทั่งมาได้รู้จักกับลูกหลานชาวจีนจากนาบอน ที่สะท้อนภาพลักษณ์ตัวเองว่า เวลาไปไหนมาไหนมักถูกค่อนแคะเสมอว่าเธอนั้นเป็น “จีนบ้าน-บ้าน”จีนนาบอน จีนบ้าน-บ้าน“จีนนาบอน” สิรีธร ถาวรวงศา3 หรืออาจารย์เก๋ ลูกหลานชาวจีนฮกจิวจากนาบอน บอกกล่าวกับข้าพเจ้าถึงความคับข้องใจของเธอในแวดวงคนจีนว่า คนจีนนาบอนถูกเบียดขับ ว่าเป็นกลุ่มคนจีนชายขอบ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทำสวนยางพาราอยู่ในระบบเกษตรมากกว่าระบบเศรษฐกิจค้าขาย ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของเมือง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เบื้องหลังธุรกิจยางพาราของภาคใต้นั้นคือการจับมือกันระหว่างสองตระกูลใหญ่ของ “จีน บ้าน-บ้าน” จากนาบอน และ “จีนหาดใหญ่” ที่เชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มชาวจีนในประเทศมาเลเซีย จึงอาจกว่าวได้ว่า ธุรกิจยางพาราของภาคใต้นั้นอยู่ในเงื้อมมือของคนจีนในภูมิภาคทั้งสิ้น            “จีน บ้าน-บ้าน” ที่อาจารย์เก๋ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังด้วยความน้อยอกน้อยใจนั้นเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอขยับมาทำงานศึกษาคน-ชุมชนบ้านเกิด เมื่อเธอเข้ารับการศึกษาและขยับไปสู่การเป็นอาจารย์สาขาสังคมศึกษา และเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาประวัติศาสตร์  เธอเลือกที่จะศึกษารากเหง้าของตัวเอง นั่นคือ กลุ่มคนจีนนาบอน ที่เรียกตัวเองว่า “จีนฮกจิว”            ชาวจีนฮกจิว หรือ ชาวจีนฝูโจว เป็นคนจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย หากแต่พวกเขาเดินทางเข้ามาจากรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นที่เดินทางเข้ามาโดยเรือสำเภาเข้าสยามโดยตรง โดยชาวจีนฮกจิวกลุ่มนี้มีต้นทางจากเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เดิมทีนั้นอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองซีเทียวัน รัฐเประ  ประเทศมาเลเซีย เพื่อทำสวนยางพาราตามนโยบายของประเทศเจ้าอาณานิคมในยุคที่ประเทศมาเลเซียยังตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ            เมื่อรัฐสยามในขณะนั้นเปิดโอกาสให้ชาวจีนโพ้นทะเลสามารถจับจองที่รกร้างว่างเปล่าได้คนละประมาณ 50 ไร่  ราวปี พ.ศ. 2468  นายลิ่งจือล้อ นายฮวาลิง นายพ้างมิงอู้ และนายก่งกว่างจั๊ว ชาวจีนจากเมืองซีเทียวันกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสำรวจและจับจองพื้นที่ในชุมชนนาบอน หลังจากนั้นก็มีชาวจีนจากเมืองซีเทียวันทยอยเดินทางตามเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่นาบอนจำนวนมากขึ้น ๆ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวจีน ที่เข้ามาพัฒนาสวนยางพารา สร้างเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่ยึดโยงกับระบบเกษตรกรรมสวนยางพารา            การเข้ามาพัฒนาพื้นที่จากป่าเขาเป็นสวนยางพาราของเครือข่ายชาวจีน ทำให้ชุมชนนาบอนเป็นเมืองที่มั่งคั่งขึ้น มีเงินตราสะพัด มีงาน มีอาชีพให้ชาวสวนไร้ที่ดินเดินทางมาทำงานและตั้งรกรากจำนวนมาก  กระทั่งราวช่วงปี 2500 เป็นต้นมา ฐานเศรษฐกิจได้เริ่มได้ย้ายจากนาบอนไปยังทุ่งสง เนื่องจากการสร้างถนนเชื่อมระหว่างทุ่งสงกับนครศรีธรรมราช ที่เป็นจังหวัดในฝั่งอ่าวไทย และจังหวัดตรัง ที่เป็นจังหวัดในฝั่งอันดามัน แม้ว่านาบอนกับทุ่งสงจะอยู่ห่างกันไม่มากนัก แต่ก็ส่งผลให้ชุมชนนาบอนค่อย ๆ เงียบเหงาลงจนกลายเป็นเมืองปิด หากแต่ชาวจีนในท้องถิ่นก็ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ขาดหายไป อาจารย์เก๋เล่าว่า จากการเก็บข้อมูลร่วมกันคณะทำงานสะท้อนให้ฟังว่า คนจีนนาบอนในยุคก่อร่างสร้างตัวนั้นกินอยู่อย่างประหยัด อาหารการกินส่วนใหญ่ผลิตเอง ปลูกผักหมักซีอิ๊ว แปรรูปผลผลผลิตไว้กิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักที่สามารถปลูกได้ในสวนยาง ส่วนเนื้อสัตว์นั้นจะได้บริโภคเมื่อมีงานเทศกาล หรืองานมงคลเท่านั้น  เมื่อเริ่มสร้างฐานะ มีรายได้ มีกำลังในการจับจ่าย คนจีนนาบอนจึงเริ่มรื้อฟื้นอาหารตามวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา เกิดร้านอาหารในตลาด ที่มีเมนูอาหารจีนท้องถิ่นขาย มีร้านขายขนม ขายเส้นหมี่  ร้านน้ำชา และข้าวของเครื่องใช้ตามวัฒนธรรมอื่น ๆ ตามมาภาพที่ 1 แสดงภาพมุมสูงชุมชนนาบอน  ตำบลนาบอน อำเภอนาบอนจังหวัดนครศรีธรรมราช  มีเขาเหมนเป็นฉากหลัง มีสวนยางพารากว้างสุดล้อมรอบพื้นที่ชุมชน วันที่ถ่ายภาพ  1 เมษายน 2562  ถ่ายภาพโดย นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วอาหารคนจีนนาบอน            ชุมชนนาบอน ได้เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในปีงบประมาณ 2563  โดยมีอาจารย์เก๋ ทำหน้าที่ในการจัดการจัดเก็บข้อมูล มีคุณลุงคุณป้า อาปะ อาก๊อ และคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญของการจัดทำข้อมูลของชุมชนเป็นคณะทำงานช่วยกันให้ข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลร่วมกัน โดยคณะทำงานเลือกที่จะทำการศึกษาชุมชนจีนฮกจิวในมิติของอาหารเป็นสำคัญ   เรื่องราวที่อาจารย์เก๋ และคณะทำงานได้จัดเก็บและบันทึกไว้ในการทำงานโครงการนี้ สะท้อนให้ข้าพเจ้าเห็นมิติใหม่ของชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสน้อยมาก เนื่องจากเป็นชาวจีนกลุ่มย่อยในระบบสังคมจีนในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม ชาวจีนกลุ่มนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอย่างเรื่องอาหาร ที่อาจารย์เก๋และคณะพยายามเข้าไปจัดเก็บ และจัดการข้อมูลไว้เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลัง            เธอสะท้อนว่า เมื่อเราทำข้อมูลเรื่องอาหาร  หลายเมนู หลายชนิดของอาหาร เกิดการปรับตัว ปรับสูตรให้เข้ากับท้องถิ่นภาคใต้  มีหลายเมนูที่เจ้าของสูตรหวงแหนไม่ยินยอมเปิดเผย เนื่องจากเป็นข้อมูลทางการค้า  แต่ก็มีบุคคลท่านหนึ่ง ที่ยินดีเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ตามที่ท่านมีทักษะและประสบการณ์  นั่นคือ คุณลุงสว่าง ตันติพิสิทธิ์  หรือ “โกหว่าง” พ่อครัวโต๊ะจีนของชุมชนภาพที่ 2 โกหว่าง หรือ นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์  พ่อครัวโต๊ะจีนในชุมชน ผู้ยินดีถ่ายทอดความรู้ที่มีแก้ผู้สนใจอาหารโต๊ะจีน  เป็นชาวจีนฮกจิวรุ่นที่สองที่เกิดและเติบในชุมชนนาบอน วันที่ถ่ายภาพ  1 เมษายน 2562 ถ่ายภาพโดย นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วบันทึกจากรายงานความก้าวหน้าของโครงการวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว ชุมชนนาบอน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แสดงให้เราเห็นถึงอาหารจีนฮกจิวในมิติวัฒนธรรมไว้สองด้าน ได้แก่ อาหารในชีวิตประจำวัน และอาหารในพิธีกรรม            จากรายงาน มีข้อมูลที่ได้ทำการสัมภาษณ์โกหว่าง รวมถึงบุคคลแวดล้อมอื่น ๆ ผนวกกับประสบการณ์ชีวิตของอาจารย์เก๋เอง ที่ดำรงตนอยู่ในสังคมชาวจีนฮกจิว  สะท้อนว่า อาหารท้องถิ่นของชาวจีนฮกจิวนั้นยังคงมีการผลิตและบริโภคกันในชีวิตประจำวัน หากแต่เปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปมากโข จากเดิมที่บางชนิดทำแต่บริโภคในครัวเรือน เปลี่ยนมาทำทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและขายให้กับคนอื่น ๆ ในชุมชน  การใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน และการใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติในบางประเภท  หากแต่ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบที่ครบถ้วนตามหลักการบริโภคตามที่สืบทอดกันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษ           เมนูหลักของชุมชนดูจะไม่พ้นอาหารประเภทเส้น  โดยเฉพาะเส้นหมี่เหลือง เป็นเส้นหมี่ที่เลื่องชื่อของนาบอน ผลิตมาจากแป้งสาลีตามกระบวนการของชาวจีนฮกจิว ใด้เส้นหมี่เหลือง มีขนาดใหญ่ กลม อวบนุ่ม นิยมนำมาผัดเป็นหลัก ปัจจุบันในชุมชนยังมีผู้ผลิตเส้นหมี่เหลืองอยู่ สามารถหาซื้อได้จากร้านเฉินซังไท้ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับศาลเจ้าฮกกั้วเก็ง            นอกจากเส้นหมี่เหลืองแล้ว ชาวจีนฮกจิวยังผลิตเครื่องปรุงเฉพาะอย่างสำหรับการประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน  เช่นน้ำส้มสายชูหมักที่ทำมาจากข้าวเหนียวหมักกับยีสต์  เหล้าจีน กากเหล้าจีน  อันเป็นเครื่องชูรสในหลากหลายเมนูทั้งการบริโภคในครัวเรือน การทำอาหารเหลาสำหรับโต๊ะจีน และการขายให้เพื่อนบ้านในชุมชน รวมถึงลูกหลานชาวจีนฮกจิวที่อพยพโยกย้ายไปตั้งรกรากในชุมชนอื่น            นอกจากนี้ยังมีขนมกินเล่นต่างๆ เช่น ขนมก่งเปียว/จิ่วตุงเปียง  ขนมอูลี้งู ขนมแหล่เปี้ยง ขนมเหล่านี้แต่ละบ้านมีสูตรและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย หากแต่วัตถุดิบหลักไม่ต่างกันมากนักภาพที่ 3  เส้นหมี่เหลืองรอจำหน่าย ที่ร้านเฉินทังไท้ วันที่ถ่ายภาพ 1 เมษายน 2562 ผู้ถ่ายภาพ นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วภาพที่ 4  ผัดหมี่นาบอน ปรุงโดยพ่อครัวร้านบัวแก้ว ร้านอาหารในชุมชนที่ปรุงอาหารจีนฮกจิวจำหน่าย วันที่ถ่ายภาพ 1 เมษายน 2562 ผู้ถ่ายภาพ นายอภิเชษฐ์ สุขแก้วสำหรับข้าพเจ้านั้น เมื่อพูดถึงอาหารจีนนาบอน ผัดหมี่เหลือง หรือผัดหมี่นาบอนยังคงตราตรึงอยู่ในรสสัมผัส นับตั้งแต่วัยเด็กที่ได้เคยลิ้มรส สัมผัสถึงความนุ่ม  อวบ เต็มปากเต็มคำนั้น  นานวันกว่ายี่สิบปีจึงได้กลับมาลิ้มลองหมี่นาบอนอีกครา เมื่อได้ลงพื้นที่ชุมชนนาบอนในโครงการนี้นั่นเอง  ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมอาหารที่มีคุ้นเคยเหล่านี้ผ่าน เครื่องปรุงที่หลากหลาย รสชาดอาหารไม่คุ้นปาก เมนูอาหารที่แปลกตา และ วัฒนธรรมการบริโภคแบบคนจีน            อาหารในพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิว ที่คณะทำงานได้บันทึกไว้นั้นเป็นอาหารในพิธีแต่งงานและอาหารในงานศพ โดยอาหารในพิธีแต่งงานนั้นเป็นเมนูโต๊ะจีนที่โกหว่างมีความเชี่ยวชาญ ในเอกสารได้บันทึกไว้ว่า อาหารโต๊ะจีนนั้นต้องมีจำนวนรายการที่ 7 หรือ 9 อย่างเพื่อความเป็นมงคล โดยเน้นที่อาหารทะเล เนื่องจากพื้นเพเดิมของชาวจีนฮกจิวมาจากภูมิภาคทะเลนั่นเอง            ขณะที่อาหารในงานศพนั้นมีสองส่วนคือ ส่วนของการจัดเลี้ยงที่เป็นอาหารทั่วไปตามท้องถิ่นนิยม และอาหารสำหรับการเซ่นไหว้ ที่เน้นไก่ หมู หมี่ ใข่ และผลไม้            ในส่วนนี้สำหรับข้าพเจ้าที่เคยไปงานของเพื่อนชาวจีนเห็นว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักระหว่างชาวจีนกลุ่มอื่นกับชาวจีนฮกจิวที่นาบอน  หากแต่ความต่างคือ การให้ความหมายของอาหารแต่ละชนิด การจัดเตรียมและจัดการอาหารสำหรับการทำพิธีกรรม และการประกอบพิธีกรรม ซึ่งแตกต่างกันบ้างในเชิงรายละเอียดปลีกย่อย            จากจีน บ้าน-บ้าน ตามที่อาจารย์เก๋ เคยเปรยในเชิงน้อยอกน้อยใจในการถูกเบียดขับทางสังคมจากชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศนั้น  เมื่อเข้าร่วมโครงการ และได้สืบค้นข้อมูลของชุมชน  เรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ เรื่องราวการต่อสู้ต่อรอง สร้างตัวตนของชาวจีนฮกจิวที่บานอน ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจชาวจีนนาบอนมากขึ้น  และหวังใจว่า เมื่อข้อมูลของชุมชนได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง เรื่องราวทางสังคม ประวัติศาสตร์ อาหาร และจิตวิญญาณของจีนบ้าน-บ้าน ที่นาบอนจะสร้างความเข้าอกเข้าใจแก่คนในสังคมมากยิ่งขึ้น            ท้ายสุดแล้ว ข้าพเจ้าในฐานะที่มีสายเลือดความเป็น “จีน” เพียงเศษเสี้ยว อดอิจฉาอาจารย์เก๋ คณะทำงาน และชาวจีนฮกจิวชุมชนนาบอนไม่ได้ ที่ได้มีโอกาสในการสืบสาวราวเรื่องของตนเอง เพื่อจัดทำ จัดเก็บข้อมูลไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้ลูกหลานสืบไปเชิงอรรถ(1)  เก็บความจากประสบการณ์การสัมพันธ์กับกลุ่มคนจีน ตั้งแต่เยาว์วัย จวบจนได้เข้ามาทำงานด้านชาติพันธุ์ และดูแลโครงการ วัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิวชุมชนนาบอน  ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน  จังหวัดนครศรีธรรมราช (2) อาจารย์ สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาผู้เขียน: ศิราพร แป๊ะเส็ง นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/124?fbclid=IwAR1rCcWrY58kAIzowFwkwiJtSdbq7x5pGe2Kub4v7R_De6m7-tEZGg3cjZE

คลังข้อมูลชุมชน : ผลลัพธ์ที่มากกว่าข้อมูล

29 พ.ค. 2563

หากเป้าหมายของโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล คือการสนับสนุนให้ชุมชนเก็บข้อมูล จัดการ และจัดเก็บอย่างเป็นระบบ มีคุณภาพทั้งในเชิงเนื้อหาและไฟล์ดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถค้นคืน นำกลับมาใช้ใหม่ และแบ่งปันกับสาธารณะได้อย่างยั่งยืน ก็นับว่าปีที่ผ่านมาแต่ละชุมชนบรรลุวัตถุประสงค์นี้อย่างสวยงาม ทั้งนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไปอีก เราจะพบว่าชุมชนได้รับสิ่งที่มากกว่าข้อมูล และเลือกที่จะดำเนินโครงการต่อไปในปีที่สอง บทความนี้จึงขอนำการทำงานของห้าชุมชน จากโครงการคลังข้อมูลชุมชนรุ่นที่ 1 มาบอกเล่าและสะท้อนว่าพวกเขาได้อะไรบ้างตลอดช่วงเวลาการทำงานที่ผ่านมาการเก็บข้อมูล “โครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองเชียงแสน”รื้อฟื้น ส่งต่อ มรดกทางวัฒนธรรม            โครงการฟื้นฟู อนุรักษ์ มารู้จักทะแยมอญ ถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้เยาวชนและชาวบ้านในตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ได้รู้จักและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงทะแยมอญที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ทั้งภาษา บทร้อง เครื่องดนตรี นักแสดง เป็นต้น            เทียนฤทัย ทองใบอ่อน และปวีณ สาแหรกทอง ครูโรงเรียนวัดเจ็ดริ้วและทีมงานของโครงการฯ มองว่าการแสดงทะแยมอญในปัจจุบันอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญหาย เพราะในชุมชนเหลือนักแสดงและนักดนตรีอยู่น้อยมาก ในเบื้องต้นจึงอยากฝึกการแสดงให้เด็กรุ่นใหม่เพื่อให้พวกเขาและชาวบ้านได้รู้ว่าการแสดงลักษณะนี้ยังคงมีอยู่ นอกจากการเก็บข้อมูลการแสดงทะแยมอญแล้ว การมีโอกาสได้ใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลทางมานุษยวิทยา หรือ ชุมชน อย่างแผนที่เดินดินและปฏิทินชุมชน ยังได้ขยายองค์ความรู้ที่มีต่อชุมชนของตน จนได้ประวัติความเป็นมาและจุดเด่นอื่นๆ ของชุมชนเพิ่มขึ้น  ในด้านการจัดทำข้อมูลโครงการฯ นั้นค่อนข้างยาก เพราะแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลต่างก็มีชุดความทรงจำไม่เหมือนกัน แต่ก็มีข้อดีคือการได้ใช้ภาษามอญในการสื่อสารกับเหล่าผู้อาวุโสในชุมชน ทำให้ทีมงานได้รื้อฟื้นภาษามอญของตนเองไป           โครงการฟื้นฟู อนุรักษ์ มารู้จักทะแยมอญ              ณ บ้านดอยล้าน ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดทำโครงการศึกษานิทานและตำนานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู เพื่อรื้อฟื้นและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบนิทานพื้นบ้านที่สะท้อนมโนทัศน์ ความเชื่อ พิธีกรรม ปรากฏการณ์ทางสังคม และวิถีชีวิตของชาวลีซูโครงการศึกษานิทานและตำนานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูอะมีมะ แซ่จู หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงการทำงานในปีแรกว่านอกจากการเก็บข้อมูลนิทานจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในชุมชนแล้ว การลงพื้นที่เก็บข้อมูลชุมชนทำให้ทีมงานได้เห็นลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องของประชากรที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของที่ดินทำกิน ระหว่างการเดินสำรวจยังได้ทำความรู้จักกับผู้คนในหมู่บ้าน ได้รู้จักจุดสำคัญต่างๆ ของหมู่บ้านที่ตนเองอาจจะไม่เคยได้สังเกตมาก่อน ผู้อาวุโสมีความเห็นว่านิทานและตำนานพื้นบ้านที่อยู่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่อาจสูญหายไปหากไม่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ทุกวันนี้เวลาหลานสาวขอให้เล่านิทานหรือตำนานต่างๆ ให้ฟังก่อนนอน ก็จะนึกถึงนิทานที่เพื่อนๆ ร่วมแบ่งปันกันระหว่างร่วมโครงการฯ         ทั้งนี้ในปีที่ 2 ของการดำเนินงาน โครงการฯ ตั้งใจจะตีพิมพ์เผยแพร่นิทานสามภาษาคือ ไทย อังกฤษ และลีซู รวมทั้งจะจัดทำหนังสือนิทานสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อให้โรงเรียนบ้านดอยล้านใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้สังคมวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูต่อไปอาหารสานใจ            ในการทำงานเพื่อสืบสานอนุรักษ์ข้อมูลชุมชน ใช่ว่าจะมีเพียงการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเท่านั้น แต่ผู้อาวุโสสามารถมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ชุมชนไปยังคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน ซารีนา นุ่มจำนงค์ หัวหน้าโครงการอาหารสานใจ ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ มองว่าวัฒนธรรมมุสลิมในชุมชนสุ่มเสี่ยงต่อการสูญหายและไม่มีการสืบทอดต่อ โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมชุมชนก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันเท่าที่ควร ซารีนาจึงมีแนวคิดในการเชื่อมคนทั้งสองรุ่นเข้าด้วยกันโดยใช้อาหารเป็นสื่อ เริ่มต้นจากการให้เยาวชนในชุมชนเกือบ 100 คน มาศึกษาวิธีการทำ “หรุ่ม” ซึ่งในระหว่างนี้ พวกเขาจะได้สูตรอาหารควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ชุมชนด้านต่าง ๆ จากคำบอกเล่าของผู้แก่แม่เฒ่า ต่อมาจึงพัฒนาไปสู่การถ่ายวิดีโอลงโซเชียลมีเดีย จนทำให้มีเยาวชนทั้งภายในและภายนอกชุมชนสนใจโครงการฯ มากขึ้น ตลอดจนการทำอาหารชนิดอื่นที่ไม่ใช่หรุ่มชิ้นเล็กๆ แต่เป็นอาหารที่ต้องใช้แรงกายและแรงใจในการทำเป็นพิเศษจากคนในชุมชน เช่น การกวนข้าวอาซูรอ ที่ใช้เวลา ทำ 5-8 ชั่วโมง นำไปสู่กิจกรรมวันเดย์ฟู้ดที่จัดอย่างต่อเนื่องเพื่อสาธิตและจำหน่ายอาหาร            ทุกวันนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในชุมชนมัสยิดบางอ้อ เริ่มพูดคุยทักทาย มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กันและแสดงความห่วงใยระหว่างคนต่างวัยมากกว่าแต่ก่อน ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของโครงการอาหารสานใจโดยแท้จริงโครงการอาหารสานใจ ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯหลากประสบการณ์ หนึ่งเป้าหมาย            ประโยชน์ของการจัดทำฐานข้อมูลชุมชน นอกจากเราจะได้บันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเก็บไว้ในสื่อต่างๆ ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาในเชิงท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ในกระบวนการทำงานยังเป็นการเปิดพื้นที่เพื่อเชื่อมผู้คนต่างวัย ต่างอาชีพ ต่างประสบการณ์เข้าด้วยกัน เช่นโครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง ของชุมชนตลาดใต้ เทศบาลเมืองกันตัง  อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และ โครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเมืองเชียงแสน  อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย            โครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง มีเป้าหมายที่ต้องการเก็บสำรวจข้อมูลชุมชนจากเอกสารเก่า ภาพถ่ายเก่า และการบอกเล่า ตลอดจนจัดทำและจัดการข้อมูลวัดและวัตถุจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์วัดตรังคภูมิพุทธาวาส อันเป็นวัดสำคัญประจำชุมชน เนื่องจากคณะทำงานมาจากหลายภาคส่วน ทั้งชาวบ้านในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำทางศาสนา นักศึกษา เป็นต้น โดยมีนักศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้อบรมเครื่องมือการเก็บข้อมูล เช่น การทำผังเครือญาติ แผนที่เดินดิน และประวัติศาสตร์ชุมชน ให้กับนักเรียนในชุมชนเพื่อนำไปศึกษาความเป็นมาของตระกูลและชุมชน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการลงภาคสนามมาประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทุกภาคส่วนในชุมชน ด้านโครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองเชียงแสน มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่มีในท้องถิ่น ทั้งจากคำบอกเล่า บันทึก และภาพถ่าย เพื่อนำไปสู่การต่อยอดใช้ประโยชน์ด้าน  ต่างๆ ในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนต่างวัยที่มีทักษะหลากหลายมาช่วยกันขับเคลื่อนโครงการกลุ่มเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลจะทำหน้าที่เก็บ บันทึกข้อมูลชุมชนจากผู้ใหญ่และผู้อาวุโสของชุมชนด้วยสื่อที่ทันสมัย และจัดการข้อมูลตามแบบฟอร์ม ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูล แบ่งปันองค์ความรู้และอบรมการเก็บข้อมูลภาคสนามให้เด็กๆ  ช่วยคัดเลือกและตรวจสอบข้อมูล เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มผู้อาวุโสจะเป็นผู้ช่วยทบทวนข้อมูลต่างๆ อีกชั้นหนึ่งผ่านนิทรรศการภาพถ่ายเก่า ทั้งสองโครงการนี้จึงแสดงให้เห็นการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัวของคนสามกลุ่มวัยเพื่อเป้าหมายเดียวกัน   ผลลัพธ์ที่มากกว่าข้อมูลชุมชน            ตลอดหนึ่งปีแห่งการดำเนินงาน แต่ละโครงการต่างพึงพอใจในผลลัพธ์ของจุดมุ่งหมายหลักที่ตนวางไว้คือการได้มาซึ่งข้อมูลของชุมชนอันจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในมิติอื่นๆ ในอนาคต แต่ผลพลอยได้ที่พ่วงมากับการทำงาน คือ การได้รู้จักและเข้าใจชุมชนมากขึ้น รู้จักตัวตนมากขึ้น เห็นคุณค่าของชุมชนในด้านอื่นๆ มองเห็นความเปลี่ยนแปลง รื้อฟื้นสิ่งที่กำลังจะสูญหายกลับมาอีกครั้งเพื่อส่งต่อคนรุ่นหลัง ฯลฯ            นอกจากนี้ แต่ละโครงการยังเปิดพื้นที่ให้คนทุกเพศทุกวัย ต่างสาขาอาชีพ ได้มีโอกาสใช้ศักยภาพ ประสบการณ์ และทักษะความชำนาญที่แต่ละคนมี มาร่วมแบ่งปันและถ่ายทอดให้กับเพื่อนร่วมงาน ก่อให้เกิดการเรียนรู้กระบวนการทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปสู่วัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้ ตลอดจนก่อกำเนิดมิตรภาพใหม่ๆ ผ่านการพูดคุย ทำกิจกรรม ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดที่เคยเกิดขึ้นในชุมชน            จากตัวอย่างทั้งห้าชุมชนที่กล่าวมา คงเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนหนึ่งที่ค้นพบจากการทำงานเพียงหนึ่งปี ทั้งนี้ หากชุมชนดำเนินงานต่อเนื่องในระยะยาว เราคงจะได้เห็นผลลัพธ์จากการทำงานในแง่มุมอื่น รวมถึงเห็นการนำข้อมูลที่สะสมไว้ไปต่อยอดใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้น   แหล่งข้อมูล สัมภาษณ์ ทียนฤทัย ทองใบอ่อน และปวีณ สาแหรกทอง คณะทำงานโครงการฟื้นฟู อนุรักษ์ มารู้จักทะแยมอญ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครอะมีมะ แซ่จู หัวหน้าโครงการศึกษานิทานและตำนานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู บ้านดอยล้าน ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายซารีนา นุ่มจำนงค์ หัวหน้าโครงการอาหารสานใจ แห่งชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯปุญญิศา จิระศุภโชค นักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะทำงานโครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง ของชุมชนตลาดใต้ เทศบาลเมืองกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง  เอกสาร รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง ของชุมชนตลาดใต้ เทศบาลเมืองกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรังรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายผู้เขียน: ธันวดี สุขประเสริฐ นักวิชาการ กลุ่มงานคลังข้อมูล ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/120