รวมทั้งหมด 0 ไฟล์

รวมทั้งหมด 0 ชุมชน

ข่าวสารชุมชน

นิทรรศการ "The ชุมชน"

2 พ.ย. 2563

นิทรรศการ "The ชุมชน" คือ นิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’  ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อเพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ  ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา มีชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วม 24 ชุมชน โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน (2562)  - ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี- ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่- ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน- ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย- ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย- ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต- ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษชุม- ชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย- ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ- ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา- ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง- ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร- ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ รุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน (2563) - ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี- ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี - ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี- ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช- ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่- ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์- ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี- ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก- ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก- ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา- ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยาผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทางhttps://www.sac.or.th/exhibition/24communities/

บ้านเหมืองแพร่ ความห่างไกล ที่อยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านและความเค็ม

9 มิ.ย. 2563

บ้านเหมืองแพร่ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) บ่อเกลือกลางลำเหืองเป็น “มรดกวัฒนธรรม” ที่ชุมชนเห็นความสำคัญ และเลือกขึ้นมาเป็นสิ่งที่พวกเขาฝันอยากจะเห็นการรื้อฟื้น และต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมกับคิดค้นผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากเกลือที่ไม่เหมือนใครชาวบ้านพร้อมหน่วยงานช่วยกันขุดลอกบ่อเกลือและนำท่อปูนมาครอบปากบ่อเกลือ (ภาพถ่ายโดยชุมชนบ้านเหมืองแพร่)บ้านเหมืองแพร่ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) บ่อเกลือกลางลำเหืองเป็น “มรดกวัฒนธรรม” ที่ชุมชนเห็นความสำคัญ และเลือกขึ้นมาเป็นสิ่งที่พวกเขาฝันอยากจะเห็นการรื้อฟื้น และต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมกับคิดค้นผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากเกลือที่ไม่เหมือนใคร  การเริ่มต้นเก็บและบันทึกข้อมูลเรื่องเล่าเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมของพวกเขา สตาร์ทด้วยการทำความรู้จักเครื่องมือทางมานุษยวิทยา อาทิ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน ผังเครือญาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นตัวช่วยในการทำงานให้ง่ายและสนุก    ขณะที่ชุมชนเดินหน้าภารกิจเพื่อไปให้ถึงฝัน ผู้เขียนได้รับโอกาสที่ดีในการทำความรู้จักหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้  ด้วยการลงไปช่วยฝึกชุมชนทำแผนที่เดินดิน แม้ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามวัน ก็ได้เห็นและได้ฟังเรื่องเล่าที่หลากหลายของผู้คนในดินแดนสุดขอบรัฐทิวทัศน์ลำน้ำเหือง ฝั่งตรงข้ามคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวน้ำเหืองบ่กั้น            17.5022141,101.0754129  พิกัดของบ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ที่เรียกได้ว่า “ไกลปืนเที่ยง” จากศูนย์กลางอำนาจ ห่างจากอำเภอเมืองเลยราว 109 กิโลเมตร แต่กลับห่างจากดินแดนสปป.ลาว เพียงไม่เกิน 20 เมตร ตามความกว้างของลำน้ำเหืองเมื่อคะเนด้วยสายตา             ลำน้ำเหืองเป็นแม่น้ำสายแคบๆ ที่เป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างแผ่นดินไทยกับลาว ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 สนธิสัญญาแบ่งเขตแดนกันระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ทำให้ลำน้ำเหืองที่ผ่ากลางหมู่บ้าน ถูกกำหนดให้เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ แต่เส้นสมมติก็ไม่อาจกั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองฟากน้ำได้              “ฟากน้ำ” เป็นคำเรียกติดปากของคนบ้านเหมืองแพร่ฝั่งไทยที่หมายถึงหมู่บ้านเหมืองแพร่ที่อยู่อีกฝั่งลำน้ำเหือง คนบ้านเหมืองแพร่หลายคนอพยพมาจากฟากน้ำ ตั้งรกรากอยู่ฝั่งไทย บางคนยังมีญาติพี่น้องอยู่อีกฟากน้ำ และไปมาหาสู่กันมาโดยตลอด            “ยายเป็นคนฟากน้ำ ได้แฟนอยู่ฝั่งนี้ ย้ายมาสร้างครอบครัวที่นี่ แต่ก่อนเราเป็นแผ่นเดียวกัน ข้ามไปข้ามมา ตอนนี้ญาติย้ายมานี่หมดแล้ว ไปอยู่อำเภอชนแดน พิษณุโลก” ยายปัน ภูคั่ง อายุ 73 ปี เจ้าของร้านเครื่องอุปโภคบริโภค เท้าความถึงรากของตนเอง            “คนอีสานบ้านเราเขาว่า ‘ไปพู้นกินปลา มาพี้กินข้าว’ คือเป็นการแบ่งปันกัน มาแลกเปลี่ยนกัน มีน้ำใจซึ่งกันและกัน ความจริงเขา (คนฟากน้ำ) อยากได้เกลือ แต่เขาบอกว่ามาเยี่ยมญาติ ไม่มีอะไรมาต้อน (ฝาก) แต่ด้วยจิตสำนึกเรา เราก็เอาเกลือตอบแทน เป็นการแลกเปลี่ยนกัน” คุณอาวุธ ลาภพันแสน เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ย้อนอดีตถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันระหว่างคนสองฟากน้ำ              ปัจจุบันบ้านเหมืองแพร่เป็นจุดผ่อนปรน มีระเบียบข้อปฏิบัติการข้ามไปมาระหว่างคนสองฝั่ง ปกติการสัญจรจะใช้แพไม้ไผ่ข้ามลำน้ำ ส่วนช่วงหน้าแล้งชาวบ้านจะทำสะพานไม้ไผ่ชั่วคราวเพื่อข้ามแม่น้ำเหือง            ทั้งนี้จุดผ่อนปรนจะอนุญาตให้ผู้คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้เฉพาะวันพระ 8 ค่ำ และ 15 ค่ำ เท่านั้น  ในวันดังกล่าว หมู่บ้านจะคึกคักมากเป็นพิเศษ มีตลาดนัดขนาดใหญ่ที่ผู้คนทั้งสองฝั่งมาจับจ่ายใช้สอย ส่วนร้านค้าขายของอุปโภคบริโภคที่มีเกือบสิบร้านในหมู่บ้าน จะมียอดขายมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น ขณะที่สินค้าของพี่น้องจากอีกฟากน้ำก็เป็นที่ต้องการของฝั่งไทย ผู้คนมายืนรอรับซื้อริมลำน้ำเลยทีเดียว เช่น ถ่านไม้ เห็ดหน้าไค และของป่าต่างๆชาวบ้านพร้อมหน่วยงานช่วยกันขุดบ่อเกลือและนำท่อปูนมาครอบปากบ่อเกลือ  (ภาพถ่ายโดยชุมชนบ้านเหมืองแพร่)บ่อเกลือระหว่างการขุดลอก (ภาพถ่ายโดยชุมชนนาแห้ว)สงครามในความทรงจำ            ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านตะเข็บชายแดนและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การทหารที่สำคัญ เมื่อสัมภาษณ์คนในชุมชนถึงเรื่องราวในอดีตของหมู่บ้าน สงครามและการสู้รบเป็นประเด็นที่หลายคนระลึกถึง เรื่องที่พวกเขาเล่าสะท้อนผลกระทบของสงครามและการเอาตัวรอดของคนเล็กคนน้อย ทั้งเรื่องสงครามกลางเมืองในลาวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2518 และสงครามร่มเกล้าระหว่างไทยกับลาวใน ปี พ.ศ. 2531 เหตุการณ์สำคัญที่ไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทั้งๆ ที่มีกำลังรบที่ดูจะเหนือกว่า จนต้องเจรจาสงบศึก            “ช่วง ‘แตกศึก’ (ลาวแตก) ฝั่งลาวยิงกัน ป้ายังไม่ได้แต่งงาน ชาวบ้านได้ยินเสียงปืน ตกใจ ย้ายไปนอนอยู่ตัวอำเภอ ต้องเย็บผ้าขาวม้าเก็บของมีค่า มัดเอวติดตัวไว้ หนีไปนอนหลบในร่องเหมืองร่องน้ำ อำเภอเขาให้ทำที่หลบภัย ใช้ยุ้งข้าวเป็นที่หลบ ลูกระเบิดจะได้ตกใส่ข้าวเปลือกแทน”            “แล้วตอนที่ป้าท้องได้ 8 เดือน เกิดศึกร่มเกล้า วิ่งหนี  มีหลุมหลบภัยแล้ว ชาวบ้านไม่มีเวลาทำมาหากินเลย” ป้าบุญเพ็ง อินทอง เจ้าของรีสอร์ทเจ้าแรกๆ ในนาแห้ว ย้อนชีวิตที่อยู่ในเหตุการณ์การสู้รบอย่างน้อยสองครั้งในชีวิต แน่นอนว่าคำอธิบายในแผนที่เดินดินโดยคนในชุมชนที่เกี่ยวกับสถานที่สำคัญหลายแห่งของหมู่บ้าน ผูกโยงอย่างแนบแน่นกับประวัติศาสตร์กับทั้งเพื่อนบ้าน สงคราม และการสู้รบ    คุณอิศรากรณ์ พลธรรม หัวหน้าคณะทำงานของบ้านเหมืองแพร่ให้ข้อมูลเพิ่มว่า บ้านเลขที่ 79 บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้  ริมถนนสายหลักของหมู่บ้าน ปัจจุบันคือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่รู้กันดีว่า บ้านไม้ธรรมดาหลังนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เจรจาสงบศึกสงครามร่มเกล้า ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและลาวหลายต่อหลายครั้ง หรือที่ทำการเทศบาลตำบลนาแห้ว แต่เดิมเป็นสถานที่ที่ตำรวจตระเวนชายแดน ใช้เป็นฐานปฏิบัติการในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ และสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ไว้ขึ้นลงเพื่อสะดวกในการปฏิบัติการรักษาความสงบ จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “นาสนามบิน”ทีมบ้านเหมืองแพร่ฝึกทำแผนที่เดินดิน                           ทีมบ้านเหมืองแพร่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน  (ภาพถ่ายโดยชุมชนบ้านเหมืองแพร่)บ่อเกลือกลางลำน้ำ คุณค่าที่มากไปกว่าความเค็ม            “ทำเกลือกันมาตั้งแต่รุ่นกำนันคำภา จันทะคุณ รุ่นตาม่อน (รุ่นทวด) ตอนเด็กเคยไปนอนกับยายม่อน(ทวด) กับยาย กับแม่ เราต้องไปนอนเฝ้าบ่อเกลือ เที่ยงคืนลุกลงไปตักน้ำเกลือ ไม่งั้นไม่ทันคนอื่น มีกระป๋องเล็กๆ ใช้ตะขอหย่อนลงไป ตักขึ้นมาทีละน้อย เทใส่คุ หาบนึงกว่าจะได้ก็ต้องตักสิบกระป๋องน้อย ตลิ่งมันสูงเดินหาบขึ้นลงบ่อเกลือกับตูบต้มเกลือ เอาน้ำเกลือมาเทใส่โบมเกลือ (รางไม้) ตักน้ำเกลือใส่กะทะ ใช้เวลาต้ม 4-5 ชั่วโมง คอยเติมน้ำเกลือไม่ให้แห้ง เมื่อมีเกลือผุดขึ้นขอบกะทะ ก็ตักเกลือออก เอาเกลือใส่ตะกร้าให้น้ำหยด พอแห้งจึงไปบรรจุ...           ...ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงทำ กลางคืนมีเพื่อนไปอยู่ด้วยกัน คนแก่คุยกัน นั่งเคี้ยวหมากนั่งเฝ้า มีหลานรุ่นอายุ10-13 ปี ไปช่วยงานและนอนเฝ้ากับยายม่อน ทุกเตาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหมด มีผู้ชายน้อยมาก ผู้ชายหาฟืนมาให้  ไม่นอนเฝ้าแล้ว เราต้องใส่ฟืนตลอดไม่ให้ดับ ต้มกันทั้งคืนทั้งวัน”            ยายคำภู ดวงอุปะ และ ยายคำผุน พรมใจ สองพี่น้องอายุ 73 ปี และ 62 ปี เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศการต้มเกลือสมัยครั้งยังเด็ก แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นความทรงจำอันอบอุ่นของพวกเธอ ผลลัพธ์ที่ได้จากการต้มเกลือไม่ใช่แค่ได้เครื่องปรุงรสสีขาวเนื้อละเอียด แต่มันสร้างพื้นที่ทางสังคมที่ผู้หญิงส่งต่อความรู้ เรื่องราว และเรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่น            ควันไฟจากเตาต้มที่ลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากตูบต้มเกลือหลายสิบหลัง ที่ปลูกเรียงรายบนตลิ่งใกล้บ่อเกลือกลางลำน้ำเหืองของ 28 ตระกูล ที่ได้รับสิทธิในการต้มเกลือ เนื่องจากเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเป็นผู้ช่วยขุดบ่อเกลือเมื่อตอนพบบ่อเกลือครั้งแรกเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ชาวบ้านจะเริ่มต้มตั้งแต่เดือนสามจนถึงก่อนสงกรานต์ มีการทำพิธีเลี้ยงบ่อก่อนเริ่มต้มด้วย              อย่างไรก็ดีชาวบ้านทยอยเลิกการต้มเกลือหลายระลอกตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ในหมู่บ้านเมื่อปี พ.ศ. 2522   ช่วงสงครามร่มเกล้า และการประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้ว ในปี พ.ศ. 2537 ที่ทำให้หาฟืนในป่ามาต้มเกลือผิดกฎหมาย รวมถึงเมื่อถนนหนทางสะดวก มีเกลือราคาถูกเข้ามาขายจากขอนแก่น            ผู้เขียน: ปณิตา สระวาสี นักวิชาการ กลุ่มงานคลังข้อมูลวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/122*หมายเหตุ*ข้อเขียนนี้มาจากการสัมภาษณ์ชาวบ้าน ระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อทำแผนที่เดินดินและประวัติชุมชน วันที่ 24-26 เมษายน 2562  และจากข้อมูลที่เก็บและจัดการสู่ระบบคลังข้อมูลชุมชน โดยคุณอิศรากรณ์  พลธรรม และคณะทำงานคลังข้อมูลชุมชนบ้านเหมืองแพร่ แม้บ้านเหมืองแพร่ จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่ประเทศไทย แต่สำคัญคือพวกเขาภาคภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมในหมู่บ้านของตัวเอง เกลือ” เป็นมรดกที่อาจดูไม่ได้มีมูลค่าในสายตาคนอื่น แต่สิ่งเล็กน้อยนั้นมีคุณค่าทางสังคมกับชุมชน พวกเขามีประวัติศาสตร์หมู่บ้านที่เชื่อมโยงอย่างสำคัญกับประวัติศาสตร์ระดับประเทศ  นอกเหนือจากความห่างไกลและความเค็ม พวกเขารู้ดีว่าหมู่บ้านตนเองยังมีของดีอีกมาก โปรดติดตามก้าวย่างพัฒนาต่อไปของพวกเขา

คลังข้อมูลชุมชน: “จุดเริ่มต้น” ของการ “จัดเก็บ-จัดการ-ใช้ประโยชน์” จากข้อมูลชุมชน

22 พ.ค. 2563

"คลังข้อมูลชุมชน" เป็นเรื่องราวของชุดสะสม (collection) ของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรืออาจต่างพื้นที่กัน ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล ในการรวบรวม จัดการและดูแลข้อมูล (data curation) ที่กลุ่มคนเหล่านี้มีความสนใจ (interest) มีความสัมพันธ์ (relationship) มีการกระทำระหว่างกัน (interaction) มีความรู้สึก (sense) หรือมีพื้นฐานชีวิต (pattern of life) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ จัดเก็บ-จัดการและดูแล-ใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนอย่างเหมาะสมและยั่งยืน แผนที่เดินดิน“โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ คือ            1. แสวงหา-สร้าง-ประสาน-ทำงานร่วมกับเครือข่ายข้อมูล            2. ศึกษา-พัฒนากระบวนการจัดการและดูแลข้อมูลชุมชน            3. พัฒนา-เชื่อมโยงข้อมูลชุมชนผ่านระบบคลังข้อมูลชุมชน            4. เสริมสร้างความเข้มแข็ง-ใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชน            บทความนี้ เป็นการบอกเล่าถึงที่มาของโครงการคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล และกระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงนำเสนอตัวอย่างเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชนที่กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ ซึ่งจะพร้อมให้บริการได้ประมาณเดือนตุลาคม 2563นิยาม ขอบเขต และเป้าหมาย            เมื่อเริ่มวางแผนดำเนินโครงการ คณะทำงานมีข้อถกเถียงว่า “ข้อมูลประเภทใดบ้างที่ควรจัดเก็บเข้าสู่คลังข้อมูลชุมชน ข้อมูลที่เก็บมาแล้วจะมีวิธีจัดการและดูแลอย่างไร ชุมชนใดบ้างเป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับการร่วมงาน” หรือแม้แต่คำถามที่เรียบง่ายแต่กลับท้าทายคณะทำงานว่า “จะกำหนดนิยามและขอบเขตของคลังข้อมูลชุมชนอย่างไร” สุดท้ายแล้ว ภายใต้การผสมผสานแนวคิดหลายรูปแบบ (1)  และประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชนของศูนย์ฯ  รวมทั้งคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการทำงานที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นหลัก คณะทำงานเลือกที่จะกำหนดนิยามและขอบเขตของคลังข้อมูลชุมชนไว้ว่าเป็น “เรื่องราวของชุดสะสม (collection) ของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรืออาจต่างพื้นที่กัน ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล ในการรวบรวม จัดการและดูแลข้อมูล (data curation) ที่กลุ่มคนเหล่านี้มีความสนใจ (interest) มีความสัมพันธ์ (relationship) มีการกระทำระหว่างกัน (interaction) มีความรู้สึก (sense) หรือมีพื้นฐานชีวิต (pattern of life) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ‘จัดเก็บ-จัดการและดูแล-ใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนอย่างเหมาะสมและยั่งยืน’”            ด้วยเหตุนี้ ชุมชนจึงมีอิสระในการเลือกข้อมูลที่จะจัดเก็บ และนำเสนอสู่สาธารณะได้ด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและสนับสนุนของศูนย์ฯ ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ที่ช่วยถ่ายทอดความรู้ในการจัดเก็บ จัดการและดูแลข้อมูล และออกแบบระบบบริหารจัดการข้อมูลชุมชนที่ได้มา เพื่อเก็บรักษาและนำเสนอผ่านเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน รวมถึงสนับสนุนให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่จัดเก็บมาตามความต้องการของชุมชนอย่างเหมาะสม“วงจรชีวิตข้อมูลชุมชน” เครื่องมือในการจัดการข้อมูลชุมชน            “วงจรชีวิตข้อมูลชุมชน” ออกแบบเพื่อให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานร่วมกัน การดำเนินงานไปเป็นอย่างมีแบบแผน และมีเป้าหมายในแต่ละขั้นตอน เป็นการสร้างภาพจำลองการไหลเวียนของข้อมูลชุมชนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด พร้อมกับแนะนำแนวทางการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ข้อมูลชุมชนที่เกิดขึ้นสามารถเข้าถึง ใช้ และใช้ซ้ำได้อย่างยั่งยืน รวมถึงนำเสนอบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในแต่ขั้นตอน และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละระดับ ทั้งนี้ วงจรชีวิตข้อมูลชุมชนสามารถแบ่งได้เป็นสามส่วน ดังนี้วงจรชีวิตข้อมูลชุมชนส่วนแรก พื้นที่สี่เหลี่ยมด้านนอก หมายถึง “กลไกในการขับเคลื่อน” เพื่อให้เกิดการดูแลและรักษาข้อมูลตามวงจรชีวิต ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ            1. ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อมูลที่ชุมชนมีแผนจะจัดเก็บ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่ได้รับการบันทึกไว้แล้วในวัสดุที่จับต้องได้ (ภาพถ่าย สมุด ใบลาน ฯลฯ) และจับต้องมิได้ (ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ) หรือเรื่องเล่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (ประวัติศาสตร์บอกเล่า) ซึ่งยังมิได้รับการบันทึกไว้            2. การจัดการและดูแลรักษา (Curation) หมายถึง กิจกรรมการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลตามวงชีวิตข้อมูลชุมชนที่จะเกิดขึ้น           3. เครือข่าย (Network) หมายถึง ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมจัดทำคลังข้อมูลชุมชน เช่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) สถาบันการศึกษา หน่วยงานในพื้นที่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมกิจกรรม องค์การบริหารส่วนตำบล วัฒนธรรมจังหวัด            4. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูล (Stakeholders) หมายถึง ผู้ให้ข้อมูล เจ้าของข้อมูล ทายาทเจ้าของข้อมูล ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับข้อมูลที่ชุมชนมีแผนกำลังจะจัดเก็บ สามารถเป็นได้ทั้งบุคคลภายในและภายนอกชุมชน ส่วนที่สอง วงกลม 5 วงที่ร้อยเรียงกัน หมายถึง “กิจกรรมดูแลและรักษาข้อมูล” เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นสามารถเข้าถึง-ใช้-ใช้ซ้ำได้อย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย 5 กิจกรรม ดังนี้            1. การวางแผนก่อนเริ่มโครงการ (Planning)  เพื่อวางแผนการทำงานเบื้องต้นทั้งหมดก่อนเริ่มโครงการ โดยพิจารณาในแง่ของยุทธศาสตร์ และขั้นตอนการดำเนินงานที่ควรมี เพื่อให้โครงการบรรลุตามเป้าหมายวางไว้  โดยอาศัยขั้นตอนการจัดการและดูแลวงจรชีวิตข้อมูลชุมชน เป็นเงื่อนไขในการวางแผนการทำงาน และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการ            2. วิธีการให้ได้มาซึ่งข้อมูล (Getting)  เพื่อกำหนดวิธีการที่เหมาะสมในการได้มาซึ่งข้อมูล โดยมีเนื้อหาครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิทธิ์ในข้อมูล ทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรม การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้างและบันทึกข้อมูล และการกำหนดโครงสร้างและวิธีการใช้งานข้อมูลให้สอดคล้องไปกับวงจรชีวิตข้อมูล 3. การคัดเลือก การจัดทำรายการ และตรวจสอบข้อมูลที่ได้มา (Appraise, Cataloging, and Checking)  กิจกรรมสำคัญที่ควรเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ คือ “การพัฒนาหลักเกณฑ์ในการประเมินและคัดเลือกข้อมูลที่จะนำเข้าคลังเก็บข้อมูลชุมชน” จากนั้น จึงเป็นการจัดทำรายการข้อมูลและตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล ทั้งในเชิงเนื้อหาและคุณภาพของไฟล์ข้อมูล ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการนำเข้าและอธิบายในลำดับต่อไป           4. การนำเข้าและอธิบายข้อมูลในระบบ (Ingesting and Describing)  เพื่อนำเข้าข้อมูลชุมชนที่ได้รับการประเมินและคัดเลือกแล้วเข้าสู่คลังเก็บข้อมูลชุมชน (Community Drive-CD) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บและสงวนรักษาข้อมูลในระยะยาว จากนั้น จึงเป็นการสังเคราะห์และสร้างชุดข้อมูล (data set) ในระบบบริหารจัดการข้อมูลชุมชน (Content Management System-CMS) พร้อมทั้งให้คำอธิบายตามโครงสร้างที่กำหนดไว้  โดยศูนย์ฯ จะเป็นผู้อบรมวิธีการใช้งานระบบคลังข้อมูลชุมชนให้กับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ            5. การแบ่งปัน (Sharing) ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมายและผู้ที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการและดูแลวงจรชีวิตข้อมูลชุมชน คือ การกำหนดรูปแบบการเข้าถึง ใช้งาน และนำข้อมูลกลับไปใช้ใหม่ให้ผู้ใช้บริการรับทราบ ทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรม รวมถึงแสวงหาแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุดนี้อย่างเหมาะสมร่วมกันกับชุมชนและผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล            ส่วนที่สาม วงกลมสองวงที่ซ้อนกัน หมายถึง “ข้อมูลชุมชน” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ            1. ข้อมูลทั่วไป หมายถึง ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือศึกษาข้อมูลชุมชน คือ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน หรืออาจเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการทำงานของแต่ละชุมชน            2. ข้อมูลเฉพาะ หรือองค์ความรู้ท้องถิ่น หมายถึง ข้อมูลที่ชุมชนได้คัดเลือกและสังเคราะห์ขึ้นมาแล้วว่า “ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญต่อชุมชน และสามารถสื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ หรือวิถีชีวิตชุมชนของตนได้” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อมูลที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หรืออาจเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะของชุมชน ความทรงจำส่วนบุคคล เช่น วิธีการผลิตและใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน คติในการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ เครื่องมือจับปลาที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ ประเพณีหรือพิธีกรรมที่จัดขึ้นภายใต้ความเชื่อที่เป็นลักษณะเฉพาะกลุ่ม2 ปี 2 รุ่น 24 ชุมชน            ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (2561-2562) มีชุมชนสนใจเข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล 24 ชุมชน แต่ละชุมชนต่างมีความสนใจที่จะจัดเก็บ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนของตนเองในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป เช่น วัตถุทางวัฒนธรรม ภาพถ่ายเก่า อาหารประจำชุมชน การแสดงทางวัฒนธรรม  ตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับชุมชน ประเพณีและพิธีกรรม อย่างไรก็ดี เพื่อให้แต่ละชุมชนมีความรู้ และเครื่องมือในการเก็บและจัดการข้อมูลชุมชนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ศูนย์ฯ ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “พื้นฐานการจัดการข้อมูลชุมชน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำความรู้และทักษะไปดำเนินการเก็บและจัดการข้อมูลชุมชนของตนเอง เนื้อหาสำคัญของการฝึกอบรม 4 ส่วน ดังนี้            1. ภาคทฤษฎี - เพื่ออธิบายแนวคิดและขอบเขตของคลังข้อมูลชุมชน            2. ภาคปฏิบัติ 1 (ในห้องเรียน) – เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการเก็บและจัดการข้อมูลชุมชน ผ่านกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรม คือ ทดลองจัดกลุ่มของกินของใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ยา อุปกรณ์สำนักงาน ขนมและอาหารสำเร็จรูป ภาพถ่ายเก่า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีพื้นฐานในการจัดหมวดหมู่สิ่งของ ฝึกทดลองทำแผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติชุมชนจากความทรงจำ 3. ภาคปฏิบัติ 2 (ลงพื้นที่ภาคสนาม) เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะทางกายภาพของชุมชน และสัมภาษณ์ผู้อาวุโสของชุมชน พร้อมกับนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติชุมชน            4. การเขียนรายงาน - เพื่ออธิบายแนวทางการเขียนรายงานสรุปผลโครงการที่ชุมชนจะต้องส่งให้ศูนย์ฯระบบคลังข้อมูลชุมชน            โครงการคลังข้อมูลชุมชนฯ มิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่การเก็บข้อมูลชุมชนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลที่ได้มาด้วย เพื่อให้เข้าถึง ใช้ และใช้ซ้ำข้อมูลได้อย่างยั่งยืน โดยมีระบบคลังข้อมูลชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสงวนรักษาและเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ เครื่องมือชิ้นนี้ถูกออกแบบขึ้นให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตข้อมูลชุมชนที่เกิดขึ้นมีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ดังนี้ขั้นตอนการจัดการและดูแลรักษาข้อมูลเพื่อนำเข้าระบบคลังข้อมูลชุมชน1. การจัดทำรายการข้อมูล – เพื่อจัดกลุ่มข้อมูลเบื้องต้นตามประเด็นการเก็บข้อมูลของชุมชนก่อนนำเข้าระบบ            2. คลังเก็บข้อมูลชุมชน – เพื่อนำเข้าข้อมูลชุมชนที่ได้รับการประเมินและคัดเลือกแล้วว่าจะเก็บรักษาระยะยาวเข้าสู่ระบบ ออกแบบให้มีลักษณะการทำงานคล้ายกับระบบ One Drive โดยมีวัตถุประสงค์ให้ชุมชนมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้อย่างถาวร ด้วยการสร้างแฟ้ม (folder) ตั้งชื่อแฟ้ม และนำเข้าข้อมูลได้ด้วยตนเอง พร้อมกับให้คำอธิบายรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้น เช่น ชื่อเรื่อง ผู้สร้างสรรค์ คำอธิบาย           3. ระบบบริหารจัดการเนื้อหาข้อมูลชุมชน – เพื่อสร้างระเบียนข้อมูล (record) ด้วยการเลือกไฟล์ประกอบจากระบบคลังเก็บข้อมูลชุมชน ใน 1 ระเบียนข้อมูล ชุมชนสามารถแนบได้ทั้งไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์เสียง หรือไฟล์เอกสาร จากนั้น จึงเป็นการให้คำอธิบายระเบียนข้อมูลที่ดัดแปลงจากชุดมาตรฐานการให้รายละเอียดข้อมูล Dublin Core Metadataที่ได้มีการดัดแปลงและเพิ่มส่วนขยาย (qualified) ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและบริบทข้อมูลของสังคมไทย (2)            4. เว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน (Website) - เพื่อเผยแพร่ข้อมูลชุมชนผ่านระบบ www เว็บไซต์นี้มีลักษณะเป็นเหมือนเว็บท่า (portal) ที่รวมชุมชนย่อยต่างๆ (micro site) เข้าไว้ด้วยกันภายใต้ชื่อ “คลังข้อมูลชุมชน” โดยที่แต่ละชุมชนจะมีหน้าเว็บเพจและมีสิทธิ์ในการบริหารจัดการข้อมูลภายในชุมชนตนเองได้อย่างอิสระ สามารถเลือกที่จะซ่อน หรือนำเสนอข้อมูลได้ตามความต้องการของชุมชน โดยมีศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบในภาพรวม (Super admin) ทั้งนี้ เว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชนมีวิธีการเข้าถึง และสืบค้นข้อมูลผ่านทางชื่อชุมชน (3)  รูปแบบข้อมูล (4)  และหมวดของข้อมูล (5)ตัวอย่างเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน ซึ่งจะพร้อมให้บริการประมาณเดือนตุลาคม 2563แม้ว่าศูนย์ฯ จะได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมพื้นฐานการจัดการข้อมูลให้กับชุมชนไปแล้วถึง 24 ชุมชน แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ ปัญหาการสูญหายของข้อมูลตามกาลเวลา ซึ่งอาจจะเกิดจากการเสียชีวิตของผู้ให้ข้อมูล การเสื่อมสภาพของวัสดุที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล หรือปัญหาการช่วงชิงภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากบุคคลภายนอกที่หลายชุมชนกำลังเผชิญอยู่ จึงยังถือว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากวงจรชีวิตข้อมูลชุมชน การดำเนินงานของโครงการฯ ยังดำเนินการไปได้เพียง 4 จาก 5 ขั้นตอนเท่านั้น โดยยังขาดขั้นตอนสำคัญ คือ “การแบ่งปัน” ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ศูนย์ฯ คาดหวังให้เกิดขึ้น เพื่อให้ชุมชนสามารถยืนหยัด และใช้ประโยชน์จากสมบัติทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน            ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2563  ศูนย์ฯ จึงมีแผนที่จะจัดกิจกรรม “รวมรุ่น” ระหว่างชุมชนรุ่นที่ 1 และ 2  เพื่อเปิดโอกาสชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แบ่งปันข้อมูลและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่พวกเขาได้รวบรวมและจัดการมาแล้วแก่บุคคลทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนากึ่งวิชาการเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 24 ชุมชน ได้มีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนปัญหาที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน พร้อมกับถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา เพื่อนำข้อคิดเห็นที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าได้จาก “Facebook: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC”  และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)บรรณานุกรม Bastian, J. A., & Alexander, B. (2009). Community Archives: the Shaping of Memory. London: Facet Publishing. DCC. (n.d.). DCC Curation Lifecycle Model. Retrieved January 20, 2020, from http://www.dcc.ac.uk/resources/curation-lifecycle-model Flinn, A. (2007, October). Community Histories, Community Archives: Some Opportunities and Challenges. Journal of the Society of Archivists, 28(2), 151-176. Latimer, J. (2006, June 3). What is a community archive? Retrieved from Community Archives and Heritage Group: https://www.communityarchives.org.uk/content/about/what-is-a-community-archive SHN. (n.d.). Digital Stewardship Curriculum Page. Retrieved January 12, 2020, from https://sustainableheritagenetwork.org/digital-stewardship-curriculum-page โกมาตร จึงเสถียร์ทรัพย์, คณิศร เต็งรัง, ราตรี ปิ่นแก้ว, และ วรัญญา เพ็ชรคง. (2555). วิถีชุมชน เครื่องมือ 7 ชิ้น ที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และสนุก (พิมพ์ครั้งที่ 10). นนทบุรี: สำนักพิมพ์สุขศาลา. ศมส. (2562). พื้นฐานการจัดการข้อมูลชุมชน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).เชิงอรรถ(1) แนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการร่างแผนการดำเนินงานโครงการคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล คือ 1) จดหมายเหตุชุมชน (Community archive) 2) การจัดการและดูแลรักษาข้อมูลตามวงจรชีวิต (Data curation life cycle model) 3) การบริหารจัดการข้อมูล (Digital Stewardship)   4) วิถีชุมชน เครื่องมือ 7 ชิ้น ที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผลสนุก 5) สิทธิทางวัฒนธรรม (Culture and rights); ดู รายละเอียดเพิ่มเติมจากบรรณานุกรม (2) Dublin Core Metadata Element Set เป็นมาตรฐานการให้รายละเอียดทรัพยากรดิจิทัลที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล ประกอบไปด้วยแกนข้อมูลหลัก (core elements) 15 แกน และส่วนขยาย (qualified) เช่น ชื่อเรื่อง (Title) คำอธิบาย (Description) ขอบเขต (Coverage) อย่างไรก็ดี ในส่วนของการออกแบบโครงสร้างข้อมูลของเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน คณะทำงานได้ดัดแปลงและเพิ่มส่วนขยายอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อความเหมาะสมในการอธิบายข้อมูลที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมไทย และคำนึงถึงสิทธิในการเป็นเจ้าของของชุมชน เช่น ข้อกำหนดการใช้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม          (Traditional knowledge license) ชุดรายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ (Informant set) ชุดเอกสารอ้างอิง (Reference set) (3) เป็นการสืบค้นชุมชนผ่านทางแผนที่ 4 (4) รูปแบบ คือ ภาพนิ่ง (Still image) ภาพเคลื่อนไหว (Moving image) เสียง (Sound) และเอกสาร (Document)  (5) 7 หมวด คือ วัตถุทางวัฒนธรรม (Cultural material) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Traditional Knowledges-TKs) การแสดงออกทางวัฒนธรรม (Traditional Cultural Expressions-TCEs) ประวัติศาสตร์ชุมชน (Community’s history) เหตุการณ์ (Event) สถานที่ (Place) และบุคคล (People)ผู้เขียน: สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)ที่มา: https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/118